ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ของไทย ‘รอดพ้น’ จากข้อกล่าวหา ‘ม.112’ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หลังศาลสั่งยกฟ้องในวันศุกร์ (22 ส.ค.) โดยระบุว่า ‘ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์การกระทำผิด’ นับเป็นการผ่านด่านแรกในคดีที่มีเดิมพันสูงหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตรผู้ทรงอิทธิพลนี้
ข้อกล่าวหาดังกล่าวมีต้นตอมาจากการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศของทักษิณเมื่อปี 2015 ซึ่งศาลอาญากล่าวว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเขาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นความผิดที่ต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี
“จากพยานหลักฐานของโจทก์ แสดงให้เห็นว่าการสัมภาษณ์ของจำเลยไม่ได้เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือคุกคามพระมหากษัตริย์ ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีความผิด” ศาลอาญา ระบุ
ขณะที่สื่อต่างประเทศต่างก็ให้ความสนใจ และตีข่าวเล่นประเด็นนี้อยู่หลายสำนัก :
-CNA-
“เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์รายนี้ปรากฏตัวที่ศาลอาญา พร้อมสวมเนคไทสีเหลือง สีประจำสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาใดๆ เขาได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์หลายครั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยบัญญัติให้พระองค์มีฐานะเป็น ‘ที่เคารพสักการะ’...”
แม้ว่าทักษิณจะไม่มีบทบาทอย่างเป็นทางการในรัฐบาล แต่เขาก็ยังคงมีกิจกรรมทางการเมือง และถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้มีอำนาจเบื้องหลังพรรคเพื่อไทยที่กำลังเป็นรัฐบาลอยู่ ซึ่งกำลังสูญเสียความนิยมจากความขัดแย้งกับกัมพูชา
-South China Morning Post-
“อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้รับการยกฟ้องในวันศุกร์ (22 ส.ค.) จากข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์”
ครอบครัวของทักษิณได้ต่อสู้กับชนชั้นนำฝ่ายทหารและฝ่ายกษัตริย์มาอย่างยาวนาน ซึ่งมองว่าขบวนการประชานิยมของตระกูลชินวัตรเป็นภัยคุกคามต่อระเบียบสังคมดั้งเดิมของไทย การครองอำนาจของตระกูลชินวัตรในฐานะผู้กำหนดทิศทางการเมืองไทยได้ดำเนินไปในรูปแบบของเรื่องราวที่เต็มไปด้วยการทำรัฐประหาร การประท้วงบนท้องถนน และคดีความต่างๆ
-Bloomberg-
“ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พ้นผิดจากข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นการปลดเปลื้องโทษครั้งใหญ่สำหรับนักการเมืองผู้นี้...”
เมื่อวันศุกร์ (22 ส.ค.) ศาลอาญาในกรุงเทพมหานครได้ตัดสินให้ทักษิณ ชินวัตร วัย 76 ปี ‘พ้นผิด’ จากข้อกล่าวหาที่ว่า ‘เขาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จากการแสดงความเห็นกับสื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2015’
การยกฟ้องน่าจะช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นใหม่ในประเทศซึ่งมีประวัติความไม่มั่นคงทางการเมืองมายาวนาน อันเนื่องมาจากการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีหลายคน ไม่ว่าจะด้วยคำตัดสินของศาล หรือการรัฐประหาร
ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งได้บั่นทอนโอกาสการเติบโตของประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้กำลังถูกคุกคามจากมาตรการภาษีนำเข้าที่เข้มงวดของสหรัฐฯ และภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา นักลงทุนต่างชาติต่างพากันหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการแย่ที่สุดในเอเชียในปีนี้ ขณะที่บริษัทต่างๆ กำลังดิ้นรนเพื่อเพิ่มผลกำไรในเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 2% ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
-Reuters-
“ศาลในประเทศไทยได้ยกฟ้องอดีตนายกฯ ทักษิณในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในวันศุกร์ (22 ส.ค.) ซึ่งเป็นการผ่านด่านแรกของกระบวนการตัดสินคดีที่มีเดิมพันสูงหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร...”
ทักษิณยังต้องเผชิญกับบททดสอบอีกครั้งในเดือนกันยายน โดยศาลฎีกาจะตัดสินเคส ‘การถูกคุมขังในโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลา 6 เดือน’ ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวในปี 2024 ถือเป็นโทษจำคุกในข้อหา ‘ใช้อำนาจในทางมิชอบและขัดกันทางผลประโยชน์หรือไม่’ ซึ่งทักษิณอาจถูกตัดสิน ‘จำคุก’ ในข้อหาดังกล่าวได้
-The Guardian-
The Guardian รายงานคำกล่าวของ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยเยี่ยมจากสถาบัน ‘ISEAS Yusof Ishak’ ว่า “คดีความล่าสุดนี้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างชัดเจนถึง ‘ความไม่สมดุล’ ในความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างกลุ่มที่มาจากการเลือกตั้งและกลุ่มที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในประเทศไทย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้พิพากษาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจตัดสินผลการเลือกตั้งระดับชาติและยับยั้งคำสั่งใดๆ ที่ประชาชนชาวไทยได้ลงมติ”
“แม้ว่าในอดีต คำตัดสินของศาลที่ลงโทษตระกูลชินวัตรจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากฐานเสียงที่ภักดี แต่ความนิยมของคนตระกูลนี้ลดลงอย่างมาก” ดร.ณพล กล่าว
-AP News-
“ทักษิณ ชินวัตร วัย 76 ปี ยิ้มขณะเดินออกจากห้องพิจารณาคดี และเป็นคนแรกที่เปิดเผยคำตัดสิน โดยตอบคำถามนักข่าวด้วยคำเดียวว่า “ยกฟ้อง””
เดิมที ทักษิณถูกตั้งข้อหาในปี 2016 จากคำพูดที่เขาเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในเกาหลีใต้เมื่อปี 2015 แต่คดีนี้ไม่ได้ถูกนำขึ้นพิจารณาในขณะนั้น เนื่องจากเขาลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ และไม่สามารถดำเนินกระบวนการทางกฎหมายได้
-BBC-
“ศาลอาญายกฟ้องทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและมหาเศรษฐีผู้ก่อความขัดแย้ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์”
คำพิพากษาดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณกำลังเผชิญกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะถูกถอดถอนจากตำแหน่งหรือไม่ คดีเหล่านี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อตระกูลชินวัตร ซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองที่มีอิทธิพลยาวนานหลายทศวรรษ
ทั้งนี้ ทักษิณจะต้องเผชิญกับคดีความอีกครั้งในเดือนหน้า เกี่ยวกับการถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลเพื่อรับโทษจำคุกก่อนหน้านี้ การที่เขายังพ้นโทษ อาจส่งผลให้พรรคของเขาต้องประกาศการเลือกตั้งก่อนกำหนด ในช่วงเวลาที่ผลงานรัฐบาลย่ำแย่อาจส่งผลให้พรรคสูญเสียที่นั่งในรัฐสภาไปหลายที่นั่ง
(Photo by Chanakarn Laosarakham / AFP)




