สื่อนอกชี้เศรษฐกิจไทยวิกฤติ! โรงงานปิด-คนแห่ตกงาน-สินค้าจีนทะลัก

16 ก.ค. 2567 - 13:23

  • ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องปิดโรงงานไปเกือบ 2,000 แห่ง ส่งผลให้ภาคการผลิตซึ่งมีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เกือบ 1 ใน 4 ต้องได้รับผลกระทบ

  • การปิดโรงงานในช่วงเดือนกรกฎาคม 2023 ถึงมิถุนายน 2024 เพิ่มขึ้น 40% จากช่วง 12 เดือนก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราการตกงานเพิ่มขึ้น 80% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีคนงานมากกว่า 51,500 คนตกงาน

thai_economy_faces_upheaval_due_to_factory_closures_cheap_chinese_imports_SPACEBAR_Hero_0b8f3b20d5.jpg

หลังจากบริษัทบีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนเปิดโรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งแรกในประเทศไทยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยได้รับความสนใจอย่างล้นหลามและได้รับคำชื่นชมว่ามีวิสัยทัศน์ทางอุตสาหกรรม 

แต่ทว่าการประกาศจากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อีกรายหนึ่งอย่างซูซูกิ มอเตอร์ (Suzuki Motor) เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้นว่าโรงงานแห่งหนึ่งในไทยที่เคยผลิตรถยนต์มากถึง 60,000 คันต่อปีก็จะปิดตัวลงกลับได้รับความสนใจน้อยกว่า 

ความเคลื่อนไหวของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายนี้สะท้อนความเคลื่อนไหวของบริษัทอื่นๆ หลายแห่งในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้องเผชิญกับการนำเข้าราคาถูกจากจีน และความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมที่ลดลงอันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และแรงงานที่มีอายุมากขึ้น 

ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องปิดโรงงานไปเกือบ 2,000 แห่ง ส่งผลให้ภาคการผลิตซึ่งมีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เกือบ 1 ใน 4 ต้องได้รับผลกระทบ และประเด็นนี้กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.8 ล้านล้านล้านบาท) 

จันทร์เพ็ญ ซื่อตรง วัย 54 ปีทำงานอยู่ที่ วี.เอ็ม.ซี.เซฟตี้กลาส (V.M.C. Safety Glass) โรงงานผลิตกระจกนิรภัยในจังหวัดสมุทรปราการเป็นเวลาเกือบ 20 ปี โดยทำหน้าที่ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ยานยนต์จากสายการผลิต เธอเล่าว่าในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอได้รับแจ้งอย่างไม่คาดคิดว่าโรงงานกำลังจะปิดตัวลง ทำให้เธอไม่มีงานทำ

“ฉันไม่มีเงินเก็บเลย ฉันมีหนี้เป็นแสนบาท ฉันแก่แล้วจะไปทำงานที่ไหน ใครจะจ้างฉัน” จันทร์เพ็ญ หญิงหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียวในครอบครัวที่มีสมาชิก 3 คนซึ่งมีสามีป่วยและลูกสาววัยรุ่น 1 คนกล่าว 

ปัญหาในภาคการผลิตทำให้นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ต้องดิ้นรนเพื่อทำตามคำสัญญาของเขาในการทำให้อัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อปีให้ถึง 5% ตลอดระยะเวลา 4 ปีของเขา ซึ่งเพิ่มจาก 1.73% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา “ภาคอุตสาหกรรมตกต่ำลงและอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงต่ำกว่า 60% เป็นที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับตัว” เศรษฐากล่าวในรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า “โมเดลเศรษฐกิจของไทยที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตมายาวนานหลายทศวรรษนั้นพังทลายแล้ว ตอนนี้จีนกำลังพยายามส่งออกสินค้าทุกทุกทิศทาง สินค้าราคาถูกเหล่านี้สร้างปัญหาให้กับเราจริงๆ” ศุภวุฒิกล่าวกับสำนักข่าว Reuters 

ปรับตัว หรือ ปิดตัวลง?

ข้อมูลล่าสุดจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ยังไม่เคยรายงานมาก่อนระบุว่า การปิดโรงงานในช่วงเดือนกรกฎาคม 2023 ถึงมิถุนายน 2024 เพิ่มขึ้น 40% จากช่วง 12 เดือนก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราการตกงานเพิ่มขึ้น 80% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีคนงานมากกว่า 51,500 คนตกงาน  

ฝ่ายวิจัยของธนาคารเกียรตินาคินภัทรเปิดเผยในรายงานเดือนมิถุนายนว่า จำนวนการเปิดโรงงานใหม่ก็ชะลอตัวลงเช่นกัน โดยโรงงานขนาดใหญ่ปิดตัวลง และโรงงานขนาดเล็กเปิดขึ้นแทน ผลกระทบได้แพร่กระจายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย 

“ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรายเล็กก็ต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและค่าจ้างที่ค่อนข้างสูง เราแข่งขันกับธุรกิจข้ามชาติ ผู้ผลิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันจึงจำเป็นต้องปิดกิจการหรือเปลี่ยนไปผลิตอย่างอื่น” แสงชัย ธีรกุลวานิช ประธานสมาพันธ์ SME ไทยกล่าว 

ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากสินค้าที่นำเข้าราคาถูกที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน แต่สินค้าดังกล่าวยังคงได้รับการยกเว้นอากรศุลกากร 

นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มของเขาได้เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการป้องกันการเลี่ยงภาษีศุลกากร ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และอุปสรรคทางการค้าที่สูงสำหรับสินค้าจีนบางรายการในภูมิภาคอื่น 

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะเติบโตเพียงประมาณ 2.5% ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่พอใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ เศรษฐา 

เศรษฐาแย้งว่า โครงการแจกเงิน 5 แสนล้านบาทที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและล่าช้าของพรรคซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงจากธนาคารกลางนั้นเป็นสิ่งสำคัญ “นี่จะเป็นยาแรงในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” เศรษฐา กล่าว

เนื่องจากไม่มีรายได้คงที่ จันทร์เพ็ญบอกว่า เธอกำลังรอเงินดิจิทัล 10,000 บาทซึ่งคนไทย 50 ล้านคนจะมีสิทธิ์ได้รับตามแผนดังกล่าว “ในรัฐบาลก่อน เศรษฐกิจไม่ดี แต่แม้ว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาแล้ว เศรษฐกิจก็ยังแย่เหมือนเดิม” จันทร์เพ็ญกล่าว

Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP FILES / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์