สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ไทยและกัมพูชาเริ่มถอนอาวุธหนักและปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดความตึงเครียดหลังจากการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงขยายระยะเวลาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ผู้นำไทยและกัมพูชาได้ลงนามข้อตกลงหยุดยิงฉบับปรับปรุงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เข้าร่วม สามเดือนหลังจากความตึงเครียดบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศปะทุขึ้นเป็นเวลา 5 วัน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาลไทย เผยว่า “ไทยจะไม่ปล่อยทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวไว้นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง หรือเปิดด่านชายแดน จนกว่าจะมีการประเมินว่า กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างครบถ้วน”
ขณะที่ พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย กล่าวในการแถลงการณ์ว่า “ปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยไทยเสนอให้กำจัดทุ่นระเบิดใน 13 พื้นที่ และกัมพูชาเพียงพื้นที่เดียว”
เมื่อวันศุกร์ (31 ต.ค.) ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้แถลงร่วมกันว่า “ได้ตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากชายแดนใน 3 ระยะ เริ่มจากระบบจรวด ตามด้วยปืนใหญ่ รถถังและยานเกราะอื่นๆ” ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมกัมพูชาก็ระบุในวันเสาร์ (1 พ.ย.) ว่า “การถอนอาวุธระยะแรกมีกำหนดใช้เวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป”
“เราคาดว่าการถอนอาวุธหนักจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ ทั้งสองประเทศยังได้เพิ่มความพยายามร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และกำลังดำเนินการปักปันเขตแดนร่วมกันในพื้นที่พิพาทชายแดนอย่างเร่งด่วน”
— พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (3 พ.ย.)
อย่างไรก็ดี สงครามระยะเวลา 5 วันเมื่อเดือนกรกฎาคมได้คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 48 ราย และทำให้ผู้คนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่นชั่วคราว ถือเป็นการสู้รบที่เลวร้ายที่สุดระหว่างสองประเทศในรอบหลายสิบปี โดยข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นนั้น ทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม โดยมีสหรัฐฯ และมาเลเซีย เป็นคนกลางเจรจา
(Photo by : AGENCE KAMPUCHEA PRESS (AKP) / AFP)





