ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงที่ตลาดในจังหวัดอุบลราชธานี นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เผยกับสำนักข่าว Channel News Asia ว่า “ผมต้องบอกว่า เราตั้งเป้าหมายไว้สูง ผมคิดว่าเราจะได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งของเรา เราเข้าใจสิ่งที่คนไทยต้องการ เราเข้าใจวิธีการจัดการระบบที่ได้ผลในประเทศไทย เรามีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ร่วมมือกับเราเพื่อนำพาประเทศไทยไปข้างหน้า”
ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ บรรดานักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาคอีสานอาจช่วยพลิกผลการเลือกตั้งได้ ภาคอีสานซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีฐานเสียงเลือกตั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ
รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเผยว่า “อีสานเป็นพื้นที่เดียวที่มีการต่อสู้กันอย่างชัดเจนระหว่าง 3 พรรค มันคือสงครามของ 3 แก๊ง”
ภาคอีสานประกอบด้วย 20 จาก 77 จังหวัดของไทย มีสัดส่วนที่นั่ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 133 ที่จาก 400 ที่
รศ.ดร.พิชญ์ บอกว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ครองอำนาจในภาคอีสานมาอย่างยาวนาน และยังคง “ได้รับความภักดีจากตระกูลใหญ่ๆ บางตระกูล และมีความฝันอันยิ่งใหญ่เรื่องความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ” สำหรับชาวไทยในชนบท ทั้งยังต้องต่อสู้กับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมืองและสัญญาว่าจะปฏิรูปการเมืองและต่อสู้กับการทุจริต
คาดว่าการแข่งขันจะดุเดือด พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมเป็นอันดับ 3 ในอีสาน โดยได้รับคะแนนสนับสนุน 27.2% จากการสำรวจที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อเดือนมกราคม ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยม 30.1% ตามหลังพรรคประชาชนที่ได้ 30.3%
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ซึ่งกำหนดโดยความไม่แน่นอนและความวุ่นวายจากความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา นักวิเคราะห์กล่าวว่า พรรคระดับภูมิภาคของอนุทินอาจมีฐานเสียงที่ใหญ่ขึ้นมากหลังจากการเลือกตั้ง
ผลกระทบจากกัมพูชา
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นหลังจากอนุทินเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง 100 วัน อาจเปิดโอกาสให้เขาใช้ประโยชน์จากความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการสู้รบหลายเดือนที่ผ่านมาตามแนวชายแดน
อนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วในช่วงที่มีการสู้รบครั้งใหญ่รอบ 2 และมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากกว่ารัฐบาลเพื่อไทยชุดก่อนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการปฏิเสธการเจรจากับกัมพูชาเพื่อแก้ไขวิกฤต และเรียกร้องให้พนมเปญปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ประเทศไทยกำหนดไว้สำหรับการยุติการสู้รบ
ดร.สติธร มองว่า สิ่งนี้อาจส่งผลต่อความคิดของบรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
“แม้แต่ผู้ที่เคยลงคะแนนให้พรรคเสรีนิยมหรือพรรคก้าวหน้ามาก่อน ด้วยความรู้สึกถึงอำนาจของชาติ ความรักชาติ สิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาในหัวใจและจิตใจของพวกเขา และในครั้งนี้พวกเขาอาจลงคะแนนเสียงเพราะอารมณ์แบบนี้” ดร.สติธร เผย
รศ.ดร.พิชญ์ กล่าวว่า ภูมิใจไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จากความรู้สึกเช่นนี้ เนื่องจากอนุทินได้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกลุ่มอนุรักษนิยมราชวงศ์และกองทัพ
“พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีกับกลไกระบบราชการที่มีอยู่ พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีกับกองกำลังรักษาความมั่นคง และพวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้คนที่เชื่อมั่นในแนวคิดการเมืองแบบอนุรักษนิยมในประเทศไทย” รศ.ดร.พิชญ์ ให้ความเห็น
ในทางตรงกันข้าม คู่แข่งหลักของภูมิใจไทยกลับเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองจากสถานการณ์ในกัมพูชา
พรรคเพื่อไทยเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบทบาทในการจัดการความขัดแย้ง โดยแพทองธารถูกปลดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการละเมิดจริยธรรมที่เชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์กับ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน ส่วนพรรคประชาชนเคยเรียกร้องให้ลดบทบาทของกองทัพในกิจการภายในประเทศในอดีต
ภูมิใจไทยรู้จักจังหวัดชายแดนเป็นอย่างดี รวมถึงศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความวุ่นวาย
จังหวัดเหล่านี้เป็นแกนหลักของพรรค ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 ในฐานะขบวนการอนุรักษนิยมประชานิยมที่มุ่งเน้นการอุปถัมภ์ในระดับท้องถิ่นและเครือข่ายระดับรากหญ้า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคได้ดึงดูดตระกูลที่มีอำนาจและครอบครัวที่มีอิทธิพลเข้ามา และพึ่งพาการเมืองแบบสืบทอดตำแหน่งในท้องถิ่นต่างๆ ในหลายจังหวัด โดยมีโครงสร้างอยู่รอบแนวคิดของ “บ้านใหญ่” รศ.ดร.พิชญ์ อธิบาย
พรรคค่อยๆ สร้างอิทธิพลจากใจกลางจังหวัด ไม่ใช่จากแพลตฟอร์มทางอุดมการณ์
หน้าตาของพรรคการเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทั่วประเทศมีสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างน้อย 91 คนที่ได้รับเลือกตั้งในปี 2023 เปลี่ยนพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง โดยพรรคภูมิใจไทยดึงดูดสมาชิกได้ถึง 64 คน
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวว่า นี่คือการเมืองที่ชาญฉลาดในพื้นที่ชนบท
“ความสัมพันธ์ในท้องถิ่นกับนักการเมืองมีความสำคัญมากกว่า ผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน บุคคลสำคัญในท้องถิ่น และแม้แต่การซื้อเสียง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ” สมชัยเผย
กลยุทธ์การสร้างฐานสนับสนุนที่แข็งแกร่งและลึกซึ้งในระดับจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในพื้นที่สำคัญๆ โดยอาศัยกระแสความรักชาติ ทำให้พรรคมีความมั่นใจว่าจะสามารถต่อยอดจากผลการเลือกตั้งปี 2023 ได้
ในครั้งนั้นพรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งส่วนใหญ่ในจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ ขณะเดียวกันก็คว้าที่นั่งสำคัญๆ ในการแข่งขันที่สูสีกันในจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานี
คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ การรณรงค์หาเสียงด้วยแนวคิดชาตินิยมจะนำมาซึ่งความมั่นคงและปลอดภัยหรือไม่ หรือเป็นเพียงสัญลักษณ์เพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น
บางคนที่อยู่ใกล้ชายแดนกัมพูชาบอกกับสำนักข่าว CNA ว่า พวกเขาสงสัยว่ามีใครสนใจสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่จริงๆ หรือไม่
ความสงบหรือความร่ำรวย
ไม่นานหลังจากที่การสู้รบเริ่มขึ้นใกล้อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ขีปนาวุธที่ยิงมาจากฝั่งชายแดนก็สาดใส่บ้านของ บุญร่วม ทองวิเศษ เขาและภรรยาสูญเสียทรัพย์สินเกือบทั้งหมดไป
“ตอนที่มันเกิดขึ้น ผมไม่รู้สึกกลัวเลย” ชายวัย 60 ปีกล่าว “การเห็นบ้านของผมถูกทำลายทำให้ผมหมดแรง ผมรู้สึกตกตะลึงและทำอะไรไม่ถูก”
ครึ่งปีต่อมา บ้านหลังใหม่ของทั้งคู่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลได้จัดสรรเงินทุนให้พวกเขาสำหรับการสร้างบ้านใหม่ บ้านหลังใหม่นี้ทันสมัยและกว้างขวางกว่าบ้านหลังใดๆ ที่พวกเขาเคยมีมาก่อน แต่ความสูญเสียยังคงฝังลึก และทั้งคู่ยังคงดิ้นรน แม้จะมีหลังคาใหม่แล้ว ชีวิตก็ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
“ผมอยากจะขอร้องผู้มีอำนาจให้ช่วยฟื้นฟูวิถีชีวิตของเรา ตอนนี้เราเหลือแค่บ้านหลังเดียว เราไม่มีเครื่องมือในการประกอบอาชีพเลย ตัวอย่างเช่น ผมไม่มีตู้แช่แข็งแล้ว ผมไม่มีเงินซื้อใหม่” เขาเล่า พร้อมอธิบายว่า เขาเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการขายเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว
“ผมสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว ตอนนี้เราทำได้แค่รอความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือหน่วยงานอื่นๆ โดยหวังว่าพวกเขาจะแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม”
ในจังหวัดสุรินทร์ที่อยู่ใกล้เคียง ความกลัวไม่ใช่ความสูญเสียที่ยังคงครอบงำวิมล เธอแทบไม่ได้นอนเลย ต้องคอยฟังเสียงและระแวดระวังอยู่เสมอ
“ถ้าถามว่าปลอดภัยไหม ก็ไม่ปลอดภัย เราต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา” วิมลเล่า “ถ้าถามว่าฉันรู้สึกอย่างไร ฉันไม่รู้จะตอบยังไงดี ครั้งนี้เรารอดมาได้ เราโชคดี แต่ถ้าครั้งต่อไปมันเกิดขึ้นกับเราอีก นั่นแหละจบแล้ว”
วิมลวัย 49 ปีกล่าวว่า เธอจะสนับสนุนแผนของอนุทินในการเสริมกำลังป้องกันชายแดน และว่า หากปราศจากความปลอดภัยและสันติสุข ไม่มีใครในพื้นที่นี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่เธอก็ไม่ไว้ใจนักการเมือง
ความรู้สึกถูกละเลยนี้ได้ช่วยให้พรรคการเมืองท้องถิ่นได้รับความนิยมมากขึ้นตามแนวชายแดน พวกเขาอาจทำเช่นนั้นได้อีกครั้งในการเลือกตั้งวันอาทิตย์นี้

เศรษฐกิจย่ำแย่
สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ เรื่องเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งซึ่งแทบจะไม่มีความแตกต่างทางอุดมการณ์เลย
สถานการณ์นี้ขยายวงกว้างไปไกลกว่าผู้ที่ถูกบังคับให้ละทิ้งที่ดิน ร้านค้า และบ้านเรือนของตนไปอยู่ในศูนย์อพยพ
ทั่วทั้งภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคหลักที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย โดยมีจีดีพีต่อหัวต่ำที่สุดในประเทศ สถานการณ์นั้นดูสิ้นหวัง ชาวบ้านบอกกับ CNA
แรงงานส่วนใหญ่พึ่งพาภาคเกษตรกรรม และหนี้สินครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ในท้องถิ่นนั้นสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียดทางเศรษฐกิจและความเปราะบางในหมู่ครอบครัวในชนบท
การวิเคราะห์ล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซาและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ต่ำในภูมิภาคนี้ ภาคอีสานยังประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ประชากรสูงอายุ และการอพยพของแรงงานไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่มีค่าจ้างสูงกว่า
ผศ.ดร.สถาพร วิชัยรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เผยว่า “ปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่ต้องแก้ไขคือ เศรษฐกิจและค่าครองชีพ เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วประเทศ ส่วนประเด็นอื่นๆ ความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมาก ทำให้หาจุดร่วมได้ยาก”
ในตลาดเดียวกันกับที่อนุทินได้แวะเยี่ยมชมระหว่างการหาเสียง บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกว่า พวกเขาจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรี และให้โอกาสอนุทินได้พิสูจน์ตัวเอง แต่คำมั่นสัญญาของพวกเขามีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจผูกติดอยู่ด้วย
“ถ้าฉันต้องเลือก ฉันจะเก็บคะแนนเสียงไว้ให้คุณอนุทิน” เขมจิรา พูนทรัพย์ แม่ค้าขายผักเผย “แต่ฉันอยากให้พวกเขาเห็นว่าเศรษฐกิจของเราแย่ลง ปีนี้แย่ที่สุด จนถึงขั้นที่ฉันไม่อยากตื่นไปทำงานอีกแล้ว”
พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ไว้ในยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่าที่เรียกว่า “ไทยแลนด์พลัส”
แทนที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบวงกว้าง พรรคภูมิใจไทยได้ส่งเสริมการให้เงินสดโดยตรงจำนวนเล็กน้อยที่เชื่อมโยงกับโครงการสวัสดิการที่มีอยู่ ซึ่งเป็นรูปแบบประชานิยมเชิงปฏิบัติที่มุ่งเป้าไปที่การบรรเทาความกดดันในชีวิตประจำวันมากกว่าการสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
สำหรับรศ.ดร.พิชญ์ นักวิเคราะห์การเมืองจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ นี่คือ “นโยบายที่ยอดเยี่ยมในการให้เงินประชาชน” โดยไม่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งหรือการถกเถียง
แตกต่างจากนโยบายที่กว้างขวางกว่าของพรรคเพื่อไทยในอดีต เช่น โครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งสัญญาว่าจะให้เงิน 10,000 บาทต่อคน สำหรับใช้จ่ายภายในระยะเวลาและพื้นที่ที่จำกัด แต่ก็ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลัง
หลังจากความวุ่นวายหลายเดือนและความตึงเครียดทางเศรษฐกิจหลายปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกขอให้เลือกระหว่างคำมั่นสัญญาที่ขัดแย้งกันระหว่างความมั่นคงและความช่วยเหลือ
และการตอบสนองของคนอีสานจะช่วยกำหนดทิศทางของรัฐบาลชุดต่อไป
Photo by CHANAKARN LAOSARAKHAM / AFP





