แก่ก่อนรวย! เมื่อไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่แก่เร็วที่สุดในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา

6 ก.ค. 2567 - 09:00

  • อีกไม่ถึง 100 ปีประชากรไทยอาจลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว

  • อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 1.08 ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตามหลังเพียงสิงคโปร์ (0.97) เท่านั้น

  • ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เผชิญปัญหาเดียวกับไทย แต่ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว นั่นหมายความว่าไทยอาจเป็นประเทศแรกๆ ที่ประสบกับภาวะ “แก่ก่อนรวย”

thailand_one_of_world_fastest_ageing_developing_nations_SPACEBAR_Hero_39e48e08ed.jpg

ประชากรของไทยอาจจะลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวก่อนที่จะเปลี่ยนศตวรรษ คอลัมน์ Insight ของสำนักข่าว Channel News Asia พาไปเจาะลึกสาเหตุและแนวทางแก้ไขภาวะการเจริญพันธ์ลดลงซึ่งสร้างความท้าทายให้รัฐบาลอย่างมาก  

ศิระ กิตภิญโญชัย และบุญฑริกา นำเสนา ตกลงแต่งงานกันเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และทั้งคู่มีความสุขกับการเลี้ยงแมว 11 ตัวมากกว่าจะมีลูกเป็นของตัวเอง โดยคุยกันว่าจะไม่มีลูกตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เนื่องจากมองว่า “ลูกเป็นภาระเพราะมีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ” และยังเป็นภาระที่ไม่จำเป็นกับแผนการเงินสำหรับเกษียณที่ไม่แน่นอนอยู่แล้วของพวกเขา 

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง บุญฑริกา ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเล่าให้ CNA ฟังว่า “ส่วนใหญ่แต่ละวันเราใช้เวลาที่ออฟฟิศ 10-12 ชั่วโมง แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลลูก” 

ส่วน อัญชลี ชัยชนะวิจิตร ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย มองไปถึงเรื่องของต้นทุนค่าเสียโอกาสด้วย ด้วยหน้าที่การงานของเธอ การเลี้ยงลูก 1 คนกลายเป็นงานที่ต้องการทั้งพลังงาน เงิน ทรัพยากร และเวลาซึ่งเธอไม่มี

ฉันไม่ต้องการมีลูก เพราะ...ลำพังชีวิตตัวเองก็ยากพออยู่แล้ว

อัญชลีเผยกับ Insight ซึ่งสะท้อนความรู้สึกของคนไทยหลายๆ คน

การสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วพบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าไม่ต้องการมีลูก โดยมีเหตุผลหลักๆ คือ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก กังวลเกี่ยวกับสภาพสังคมที่จะกระทบกับตัวเด็ก และไม่ต้องการมีภาระดูแลลูก 

ความไม่ต้องการมีลูกนี้สะท้อนให้เห็นในอัตราการเจริญพันธุ์ของไทย ซึ่งเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 1.08 ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตามหลังเพียงสิงคโปร์ (0.97) เท่านั้น 

รองนายกรัฐมนตรี สมศักดิ์ เทพสุทิน เตือนว่าถ้าอัตราการเจริญพันธุ์ของไทยยังอยู่ในระดับนี้ ประชากรไทยอาจลดลงครึ่งหนึ่ง จากปัจจุบัน 66 ล้านคนเหลือ 33 ล้านคนภายใน 60 ปี

thailand_one_of_world_fastest_ageing_developing_nations_SPACEBAR_Photo01_f297ebf603.jpg
Photo by MANAN VATSYAYANA / AFP

แม้ว่าอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงจะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ไทยกำลังจะเจอกับความท้าทายที่คาดไม่ถึง 

ทำไมไทยถึงต่างจากประเทศอื่น 

ขณะนี้ไทยนำโด่งในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนาเหมือนกัน อัตราการเจริญพันธุ์ของมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซียที่ใกล้เคียงกับระดับอัตราเจริญพันธุ์ทดแทน 2.1 ต่อผู้หญิง 1 คน 

ที่น่าห่วงคือ สิ่งที่เป็นพื้นฐานของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจเป็นตัวเร่งให้ปัญหานี้เกิดเร็วขึ้น 

ปี 1970 ไทยเปิดตัวโครงการวางแผนครอบครัวระดับชาติ โดยมีเป้าหมายลดจำนวนประชากรและส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็นับว่าได้ผล ปี 1976 ไม่เพียงแต่ไทยจะลดอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรลงได้ 2.55% เท่านั้น แต่อัตราการคุมกำเนิดยังเกินเป้าที่ตั้งไว้ที่ 26% และความสำเร็จนี้ยังลากยาวมาถึงปัจจุบันด้วย โดยทุกวันนี้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเกือบ 3 ใน 4 คนใช้ยาคุมกำเนิด 

ทิฟฟานี เฉิน ผู้เชี่ยวชาญจาก Thailand Policy Lab ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ มองว่า ความสำเร็จในการคุมกำเนิดขงไทยอาจเชื่อมโยงกับศาสนา โดย 95% ของประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธซึ่งไม่มีข้อห้ามเรื่องการคุมกำเนิด ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่บางศาสนา อาทิ อิสลาม และคาทอลิก ห้ามคุมกำเนิด 

ศุทธิดา ชวนวัน จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลเผยว่า เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ทัศนคติเรื่องสังคมปิตาธิปไตยในไทยก็เกิดการเปลี่ยนแปลง 

ปัจจุบันนี้ ผู้หญิงไทยมีการศึกษาสูงกว่าผู้ชาย และการเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้หญิงไทยสูงกว่าผู้หญิงฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 

กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนาจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยว่า “นั่นเป็นการจำกัดจำนวนบุตรที่ผู้หญิงจะมี เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่อาจจะเป็นแม่บ้านและอยู่บ้านอย่างเดียว” 

อย่างไรก็ดี การทำงานหาเงินไม่ได้ขัดขวางแนวคิดการแต่งงานในไทย ต่างกับบางประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่อัตราการแต่งงานลดลงอาจมีส่วนทำให้อัตราการเกิดต่ำลงตามไปด้วย 

ไทยมีระดับการแต่งงานที่สม่ำเสมอมานานกว่าทศวรรษ แต่คู่แต่งงานกลับเลือกที่จะอยู่โดยไม่มีบุตร ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม 

อย่างไรก็ดี ไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ต่างจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งหมายความว่าไทยอาจเป็นประเทศแรกๆ ที่ประสบกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” 

สกานต์ บุนนาค รักษาการกรรมการบริหารศูนย์อาเซียนเพื่อการสูงวัยและนวัตกรรมเชิงรุกเผยกับ CNA ว่า “เมื่อภาวะประชากรสูงวัยค่อยๆ เกิดขึ้น การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการของสังคมสูงวัยจะง่ายกว่า ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของระบบสุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคม หรือสิ่งแวดล้อม”

แต่เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเตรียมรับมืออาจจะลำบาก

สกานต์ บุนนาค กล่าว

ราคาของความก้าวหน้า 

ประชากรสูงวัยไม่เพียงแต่บ่งชี้ถึงอัตราการเกิดลดลงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรสูงอายุด้วย และในไทย ประชากรที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปก็มีสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมดแล้ว 

ทวีชัย ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ คือหนึ่งในนั้น เขาเลี้ยงชีพด้วยการซ่อมพัดลมมาตั้งแต่อายุ 25 ปี ทวีชัยในวัย 74 บอกว่า ด้วยอายุที่เลยวัยเกษียณมาถึง 14 ปี ถ้าไม่มีงานทำก็แทบจะอยู่ไม่รอด “อย่างช่วงโควิด ผมต้องแบ่งไข่ 1 ฟองกับคนในบ้านอีกคนหนึ่งสำหรับ 1 มื้อ ถ้าผมกลับบ้าน (ที่อุบลราชธานี) ผมจะกลายเป็นภาระของลูกๆ เพราะผมยังทำงานได้” 

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงานว่า 41.4% ของคนสูงวัยมีเงินเก็บน้อยกว่า 50,000 บาทในปี 2021 และ 78.3% มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี ขณะที่การใช้ชีวิตในวัยเกษียณจำเป็นต้องมีเงินเก็บ 4.3 ล้านบาท 

รัฐบาลไทยแก้ปัญหาด้วยการจัดสรรงบประมาณเกือบ 78,000 ล้านบาทเมื่อปีที่แล้วสำหรับเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายเป็นรายเดือนสูงสุดคนละ 1,000 บาท อย่างไรก็ดี เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้จะยิ่งเพิ่มภาระให้กับงบประมาณของรัฐบาลมากขึ้น

thailand_one_of_world_fastest_ageing_developing_nations_SPACEBAR_Photo02_be8d7edf2e.jpg
Photo by Madaree TOHLALA / AFP

มีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนไปสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอด (super-aged society) คือ มีประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอย่างน้อย 28% ของประชากรทั้งหมดภายในปี 2033 หรืออาจจะเร็วกว่านั้น 

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้จะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก อาทิ ค่าคนดูแล ยา พยาบาลเฉพาะทาง และนักบำบัด  

บรรดาลูกๆ ของผู้สูงวัยเหล่านี้ก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้วเช่นกัน การต้องดูแลทั้งพ่อแม่ทั้งตัวเองทำให้คนกลุ่มนี้แทบจะไม่มีเงินเก็บสำหรับลูกๆ ของตัวเอง  

แม้ว่ารัฐบาลไทยจะสนับสนุนการศึกษาฟรี 12 ปีในโรงรียนรัฐบาล แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการณ์ว่าพ่อแม่ต้องจ่ายเงิน 1.6 ล้านบาทในการเลี้ยงดูลูกตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าตัวเลขจีดีพีต่อหัวถึง 6 เท่า 

นอกจากนี้ ในกรณีที่คู่แต่งงานตัดสินใจมีทายาท การเลี้ยงเด็ก 1 คนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่เลือกอาศัยในชุมชนเมือง 

กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทยอาศัยอยู่ในเชตชุมชนเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ที่จำนวนประชากรที่หนาแน่นมาพร้อมกับความท้าทายหลายอย่าง เช่น ค่าครองชีพสูง ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ขาดพื้นที่สีเขียว มลพิษ และความแออัด 

บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์เผยกับ CNA ว่า “ด้วยสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ นอกจากว่าครอบครัวจะฐานะดีอยู่แล้ว ดังนั้นหลายคนจึงตัดสินใจไม่มีลูก”   

กิริฎาเผยว่า นอกจากการให้ความสำคัญกับอาชีพและรายรับในกลุ่มคนเมืองแล้ว อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของไทยยังลดลงตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 

การลดลงของแรงงานส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างรายได้ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงดูครอบครัวและการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศ หากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงของไทยอาจสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนจนหันไปลงทุนในประเทศอื่นแทน 

ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ นักเศรษฐศาสตร์เผยว่า “นาฬิกาเริ่มนับถอยหลังมานานแล้ว” อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับศักยภาพในการ “เปลี่ยนความท้าทายทางประชากรศาสตร์เหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาส” 

Photo by PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์