
การประกาศวางมือทางการเมืองของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศรายใหญ่หลายราย
สำนักข่าว CNN รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย วัย 69 ปี ประกาศวางมือจากการเมือง หลังปกครองประเทศมาตั้งแต่ 2014 แม้ก่อนหน้านี้เขาจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก และยึดอำนาจโดยการ ‘รัฐประหาร’ โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้น 2 วันก่อนที่รัฐสภาไทยจะกำหนดให้ลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยพรรคก้าวไกล ซึ่งมีฐานเสียงเป็นหมู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้คะแนนนำมาเป็นอันดับที่ 1 และมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทย พรรคฝ่ายค้านตามมาเป็นอันดับที่ 2
การปกครองของพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำคณะรัฐประหารที่ผันตัวมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ถูกทำลายลงด้วยอำนาจเผด็จการที่เพิ่มขึ้นและความไม่เท่าเทียมกันที่ขยายวงกว้างขึ้น
ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ CNN ว่า การลาออกของประยุทธ์ ‘แสดงถึงความพ่ายแพ้ของระบอบทหาร’ และอาจถูกมองว่าเป็น ‘การส่งเสริมประชาธิปไตย’
“สำหรับคนไทยหลายๆ คน การออกจากการเมืองของประยุทธ์ควรจะเกิดขึ้นมานานแล้ว เขายึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2014 บริหารรัฐบาลทหารที่น่าเบื่อเป็นเวลา 5 ปี และจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ง่อนแง่นอีกด้วยรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยกองทัพ” ฐิตินันท์กล่าวพร้อมเสริมว่า ประเทศไทยได้เห็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจซบเซา ความเสื่อมโทรมทางการเมือง และสถานะระหว่างประเทศที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งสิ่งนี้อาจช่วยให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล
Reuters และ CNBC รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ประกาศว่า เขา ‘ประสบความสำเร็จมากมาย’ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนอันเป็นที่รัก ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดผลเพื่อส่วนรวม
“ผมได้พยายามสร้างความเข้มแข็งของประเทศในทุกด้านเพื่อความมั่นคงและสันติภาพ ฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการทั้งในประเทศและต่างประเทศ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวพร้อมเสริมว่า จากนี้ไปผมขอประกาศวางมือจากการเมือง ด้วยการลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ
ในปี 2020 คนหนุ่มสาวทั่วประเทศออกมาเดินถนนและเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออก การประท้วงครั้งใหญ่เกิดจากคำสัญญาที่ล้มเหลวในการฟื้นฟูประชาธิปไตย และสิ่งที่นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า เป็นการกดขี่สิทธิและเสรีภาพของพลเมือง การจัดการกับโรคระบาดและเศรษฐกิจของรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ การเลือกที่รักมักที่ชัง และการขาดความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ยังขยายเสียงเรียกร้องให้ประยุทธ์ลงจากตำแหน่ง
สำนักข่าว CNN รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย วัย 69 ปี ประกาศวางมือจากการเมือง หลังปกครองประเทศมาตั้งแต่ 2014 แม้ก่อนหน้านี้เขาจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก และยึดอำนาจโดยการ ‘รัฐประหาร’ โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้น 2 วันก่อนที่รัฐสภาไทยจะกำหนดให้ลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยพรรคก้าวไกล ซึ่งมีฐานเสียงเป็นหมู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้คะแนนนำมาเป็นอันดับที่ 1 และมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทย พรรคฝ่ายค้านตามมาเป็นอันดับที่ 2
การปกครองของพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำคณะรัฐประหารที่ผันตัวมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ถูกทำลายลงด้วยอำนาจเผด็จการที่เพิ่มขึ้นและความไม่เท่าเทียมกันที่ขยายวงกว้างขึ้น
ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ CNN ว่า การลาออกของประยุทธ์ ‘แสดงถึงความพ่ายแพ้ของระบอบทหาร’ และอาจถูกมองว่าเป็น ‘การส่งเสริมประชาธิปไตย’
“สำหรับคนไทยหลายๆ คน การออกจากการเมืองของประยุทธ์ควรจะเกิดขึ้นมานานแล้ว เขายึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม 2014 บริหารรัฐบาลทหารที่น่าเบื่อเป็นเวลา 5 ปี และจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ง่อนแง่นอีกด้วยรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยกองทัพ” ฐิตินันท์กล่าวพร้อมเสริมว่า ประเทศไทยได้เห็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจซบเซา ความเสื่อมโทรมทางการเมือง และสถานะระหว่างประเทศที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งสิ่งนี้อาจช่วยให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล
Reuters และ CNBC รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ประกาศว่า เขา ‘ประสบความสำเร็จมากมาย’ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนอันเป็นที่รัก ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดผลเพื่อส่วนรวม
“ผมได้พยายามสร้างความเข้มแข็งของประเทศในทุกด้านเพื่อความมั่นคงและสันติภาพ ฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการทั้งในประเทศและต่างประเทศ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวพร้อมเสริมว่า จากนี้ไปผมขอประกาศวางมือจากการเมือง ด้วยการลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ
ในปี 2020 คนหนุ่มสาวทั่วประเทศออกมาเดินถนนและเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออก การประท้วงครั้งใหญ่เกิดจากคำสัญญาที่ล้มเหลวในการฟื้นฟูประชาธิปไตย และสิ่งที่นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า เป็นการกดขี่สิทธิและเสรีภาพของพลเมือง การจัดการกับโรคระบาดและเศรษฐกิจของรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ การเลือกที่รักมักที่ชัง และการขาดความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ยังขยายเสียงเรียกร้องให้ประยุทธ์ลงจากตำแหน่ง





