นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย แถลงย้ำในที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลครั้งที่ 22 (22MSP) ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2025 ว่า ‘ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการสันติภาพอย่างแน่วแน่’ พร้อมหยิบยกประเด็นการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่กำลังเป็นเรื่องวิตกกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มาแถลงในที่ประชุมครั้งนี้ด้วย
นายสีหศักดิ์เริ่มต้นกล่าวถึงประเด็นทุ่นระเบิดว่า “ประเทศไทยไม่มีความประสงค์ที่จะสร้างความตึงเครียด หรือทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ทหารของเราได้รับความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า และข้าพเจ้ามีหน้าที่ที่จะกล่าวในนามของประชาชนไทยผู้ที่ต้องเผชิญกับการกระทำครั้งแล้วครั้งเล่าที่ไม่ควรเกิดขึ้นภายใต้อนุสัญญานี้”
“ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทหารไทยจำนวน 7 นายได้สูญเสียขาจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ชุมชนท้องถิ่นต้องอยู่ในสภาวะหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น เราพบหลักฐานเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องที่ยืนยันว่า ‘ทุ่นระเบิดเหล่านี้ถูกวางใหม่โดยกัมพูชา’ อีกทั้งผลการประเมินที่เป็นอิสระ ซึ่งรวมถึงจากคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนต่างก็ยืนยันว่า ‘ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกวางใหม่’”
“เรามีหลักฐานวีดิทัศน์ที่ปรากฎอย่างชัดแจ้งว่า กองกำลังกัมพูชากำลังฝึกการใช้ทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดที่กัมพูชามีไว้ครอบครอง การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดแจ้ง และเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อหลักการด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของอนุสัญญาฉบับนี้”
“นี่จึงนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้ใช้กลไกตามข้อ 8 วรรค 2 เพื่อขอรับคำชี้แจงจากกัมพูชา เพราะประสงค์จะได้รับการคุ้มครองจากบูรณภาพของอนุสัญญาฯ ประเทศไทยได้ใช้กลไกทวิภาคีในทุกช่องทางด้วยความสุจริตใจ เพื่อยุติกรณีดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์ แต่การตอบสนองของกัมพูชากลับขัดกับหลักฐานที่ได้รับการตรวจสอบ อีกทั้งยังมีการเผยแพร่ข้อมูลอันบิดเบือนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ”
“รูปแบบการดำเนินการเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้น แม้ว่าไทยและกัมพูชาได้ลงนามในถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกฯ ไทย กับนายกฯ กัมพูชา (Joint Declaration) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่เพียง 2 สัปดาห์ต่อมา เหตุการณ์ทุ่นระเบิดครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นการทำลายทั้งเจตนารมณ์และเนื้อหาของถ้อยแถลงดังกล่าว”
นายสีหศักดิ์ตั้งคำถามว่า “หากรัฐภาคีสามารถวางทุ่นระเบิดใหม่ และปฏิเสธได้โดยไม่ต้องรับผลการกระทำใด ๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อมีผู้ได้รับบาดเจ็บรายใหม่? ความท้าทายลักษณะนี้ต้องการการตัดสินใจที่หนักแน่น เพราะการนิ่งเฉยจะบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ ของอนุสัญญาฯ ขณะที่กัมพูชาก็ยังคงปฏิเสธข้อเท็จจริง หลักฐาน และความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงเชื่อว่า หนทางที่สร้างสรรค์ที่สุดก็คือ ‘การขอให้เลขาธิการสหประชาชาติอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีความอิสระอย่างทันท่วงที’”
อย่างไรก็ดี “การขอความชัดเจนครั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้กระทำเพื่อแสวงหาความได้เปรียบฝ่ายเดียว หรือดำเนินการเพื่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยง แต่เป้าหมายของเราคือ ‘การทำให้ประเด็นนี้ปราศจากการเมือง โดยอาศัยกลไกของอนุสัญญาฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง’”
“ประเทศไทยขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อท่านประธานในที่ประชุม ต่อคณะกรรมการความร่วมมือด้านการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ เลขาธิการสหประชาชาติ และฝ่ายเลขานุการ ที่ได้อำนวยความสะดวกในคำขอรับคำชี้แจงของเรา”
“เราขอเรียกร้องให้กัมพูชากลับมาปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ อย่างเคร่งครัด และขอให้รัฐภาคีเร่งรัดกัมพูชาให้ความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ และสุจริตใจ จุดยืนของเรานั้นชัดเจนคือ ‘ไม่มีทุ่นระเบิดเพิ่ม ไม่มีผู้ประสบภัยเพิ่ม และไม่ทำให้กฎเกณฑ์ที่คุ้มครองเราทุกคนอ่อนแอลง’” นายสีหศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย





