พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายก้าวหน้า ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และมีคะแนนนำในผลสำรวจความคิดเห็นก่อนการลงคะแนนเสียงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่กลับพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความนิยมของนโยบายปฏิรูปของพรรค
ก่อนการลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 8 ก.พ. มีความคาดหวังสูงมาก แต่พรรคกลับได้อันดับ 2 แบบทิ้งห่าง ตามผลการนับคะแนนเบื้องต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พรรคสูญเสียคะแนนเสียงไปเกือบ 5 ล้านเสียงในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อเทียบกับปี 2023
พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ในครั้งนี้
นักวิเคราะห์กล่าวว่า การปลุกระดมชาตินิยมของพรรคภูมิใจไทยชนะใจผู้ลงคะแนนเสียง หลังความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว พรรคมีประสิทธิภาพมากกว่าในพื้นที่ และยังสร้างพันธมิตรในท้องถิ่นได้ดีกว่า
แต่ที่สำคัญกว่านั้น ความล้มเหลวในการเลือกตั้งของพรรคฝ่ายก้าวหน้าทำให้ผู้สนับสนุนที่กระหายการเปลี่ยนแปลงในราชอาณาจักรอนุรักษนิยมแห่งนี้ผิดหวัง
นฤดล ศรีแก้ว วัย 29 ปี ผู้สนับสนุนที่หมดหวัง เผยที่สำนักงานใหญ่ของพรรคในคืนวันเลือกตั้งว่า “ผมหวังว่าพรรคประชาชนจะได้รับคะแนนเสียงมากกว่านี้ ผมยังคงหวังว่าประเทศจะสามารถปฏิรูปตัวเองได้ แต่ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่าพวกเขายังไม่พร้อม”
การสู้รบกับกัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมและธันวาคมทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนทั้งสองฝ่าย และผู้พลัดถิ่นมากกว่าหนึ่งล้านคน
กองกำลังไทยเข้าควบคุมพื้นที่พิพาทหลายแห่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ภายใต้การนำของอนุทินแห่งพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคประชาชนรณรงค์เรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหารและลดจำนวนนายพล
รศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเผยว่า “อนุทินสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้สึกนั้นได้ แต่พรรคประชาชนไม่ได้เป็นตัวแทนหรือยืนหยัดเพื่อชาตินิยมอย่างแท้จริง” และว่า “พวกเขาดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อประเด็นนี้”
ฝ่ายหนุนประชาธิปไตย VS ฝ่ายหนุนทหาร
พรรคที่ก่อนหน้านี้ใช้ชื่อ “ก้าวไกล” ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2023 ด้วยนโยบายผ่อนปรนกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ลดอิทธิพลของกองทัพ และยุบกลุ่มธุรกิจผูกขาดขนาดใหญ่
การเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจาก 9 ปีภายใต้การปกครองของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ยึดอำนาจจากการรัฐประหาร และเกิดขึ้นหลังจากการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดยเยาวชนซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่
ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักรัฐศาสตร์จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนั้น “ทำหน้าที่เสมือนการลงประชามติระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายปฏิรูป”
ในขณะนั้น พรรคก้าวไกลเป็นตัวแทนของ “การลงคะแนนเสียงประท้วงในวงกว้างต่อต้านนายพลและระบอบการเมืองที่พวกเขาเป็นตัวแทน”
แต่พรรคนี้ไม่เคยได้ขึ้นสู่อำนาจ
วุฒิสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพไม่เปิดโอกาสให้ พิธา ลิมเจริญรัตน์ ผู้นำที่มีเสน่ห์ของพรรค ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำมั่นสัญญาที่จะปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเท่ากับเป็นการพยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
พิธาถูกห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา 10 ปี และพรรคถูกยุบ
ณพลเผยว่า ในครั้งนี้ไม่มี “การแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่างฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยกับฝ่ายสนับสนุนกองทัพ”
แต่กองกำลังอนุรักษนิยมฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างอำนาจของประเทศไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานของการรัฐประหารและการสั่งห้ามทางศาลต่อนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมือง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หน่วยงานต่อต้านการทุจริตของไทยได้ส่งเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน 44 คน ทั้งที่ดำรงตำแหน่งอยู่ อดีต และที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ รวมถึง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปยังศาลฎีกาในข้อกล่าวหาที่คล้ายคลึงกันว่า การรณรงค์ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเป็นการละเมิดจริยธรรม
พวกเขาก็อาจถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองด้วยเช่นกัน

พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการการปฏิรูปบางส่วนรู้สึกไม่พอใจกับการตัดสินใจของพรรคประชาชนในช่วงวิกฤตการเมืองเมื่อปีที่แล้ว ที่สนับสนุนอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคจะไม่อยู่ข้างพรรคภูมิใจไทยในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม และจะเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายค้าน
แต่ พอล แชมเบอร์ส นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พวกเขายังกลับมาได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
“เยาวชนไทยเปลี่ยนใจง่าย” แชมเบอร์สเผย “พรรคประชาชนจะเรียนรู้บทเรียนและกลับมาในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม”
และผู้สนับสนุนบางส่วนที่สำนักงานใหญ่ของพรรคก็ไม่หวั่นไหวกับผลการเลือกตั้ง
“ผมผิดหวัง แต่เราต้องเชื่อว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายของเราได้” กรวิช ภักดิ์ทวี นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ อายุ 19 ปีเผย “คนไทยพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราติดอยู่กับการเมืองแบบอนุรักษนิยมมานานเกินไป มันถึงเวลาแล้ว”
Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP





