อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) อาจชะลอตัวลงในบางพื้นที่ของโลก เช่น ในสหรัฐฯ แต่ไม่ใช่กับประเทศไทย โดยไทยยังคงตั้งเป้าอย่างทะเยอทะยานว่าจะก้าวขึ้นไปเป็นศูนย์กลางการผลิตรถอีวีแห่งภูมิภาคเอชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติในประเทศไทย อนุมัติโครงการต่างๆ ของค่ายรถอย่างน้อย 24 โครงการเพื่อผลิตรถไฟฟ้าทุกรูปแบบ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว (ไม่มีเครื่องยนต์) และใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ซึ่งมาจากการอัดประจุไฟฟ้าจากภายนอกเท่านั้น โดยไม่มีการปลดปล่อยมลพิษและ CO2 จากรถยนต์โดยตรง และรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด PHEV เป็นรถยนต์ที่พัฒนาต่อมาจากรถยนต์ไฟฟ้าชนิด HEV ซึ่งจะมีทั้งเครื่องยนต์สันดาป มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ที่สามารถบรรจุไฟฟ้าจากภายนอกมาเก็บที่แบตเตอรี่ได้
บรรดาค่ายรถเหล่านี้จะผลิตรถอีวีจำนวนกว่า 500,000 คันต่อปีและใน 5ปีข้างหน้า บีโอไอคาดการณ์ว่า จะมีการลงทุนด้านรถอีวีและการลงทุนด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรถอีวีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท (5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ฝันเป็นฮับผลิตรถอีวี
ประเทศไทยพยายามเร่งเครื่องเพื่อให้บรรลุเป้าในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถอีวีในภูมิภาคนับตั้งแต่รัฐบาลใหม่ที่นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศในเดือนก.ย.ปีที่แล้ว และเพื่อให้อุตสาหกรรมนี้มีความน่าดึงดูดใจมากขึ้น รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการจูงใจด้วยการลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถอีวีจาก 8% เหลือแค่ 2% และรลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร 40% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่สำเร็จรูป ที่นำเข้ามาทั้งคัน ในราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท
นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าดึงดูดบรรดาผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนสร้างสถานีชาร์จและแบตเตอรีอีวีในประเทศด้วย
“ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่ประกาศมาตรการที่ครอบคลุม และมาตรการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอีวี และนอกจากการผลิตรถยนต์แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการผลิตชิ้นส่วนสำคัญๆในประเทศด้วย” นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าว
ด้านกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย มองแง่ดีเกี่ยวกับการที่ไทยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า โดยระบุว่า หลายปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตอย่างดี การที่ไทยสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิตรถอีวีในอาเซียนได้
ภาคการผลิตรถยนต์ในไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)และมีการจ้างงานจำนวนกว่า 850,000 คน
เพิ่มจำนวนรถปล่อยควันพิษศูนย์เปอร์เซ็นต์
ไทยตั้งเป้าว่า 30% ของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศหรือเท่ากับจำนวนรถยนต์ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวน 675,000 คันจะเป็นรถที่ปล่อยไอเสียหรือควันพิษศูนย์เปอร์เซนต์ ภายในปี 2030
ขณะที่ผู้ผลิตรถอีวีจีนหันมาให้ความสำคัญกับตลาดเกิดใหม่แทนที่ตลาดสหรัฐและตลาดยุโรปที่พากันขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าจากจีน
ไทยเตรียมก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ทำให้ไทยดึงดูดหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่สุดของโลกอย่าง BYD ของจีนให้เข้ามาตั้งโรงงานแห่งแรกในประเทศได้ โดยโรงงานแห่งนี้ เปิดดำเนินการในต้นเดือนก.ค.มีกำลังการผลิตรถอีวีได้ปีละ 150,000 คัน
หวัง ชวนฟู ประธานบริษัท BYD กล่าวว่า โรงงานผลิตรถอีวีของบริษัทที่จังหวัดระยองสามารถสร้างงานได้มากถึง 10,000 ตำแหน่ง เมื่อโรงงานเดินสายการผลิตได้เต็มกำลัง พร้อมทั้งตั้งความหวังว่า บริษัทจะผลิตรถไฟฟ้า BYD ที่มีศักยาภาพมากขึ้นที่โรงงานแห่งนี้ และในอนาคตบริษัทจะทำให้โรงงานแห่งนี้ผลิตรถไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดได้ด้วย
หวัง กล่าวด้วยว่า BYD จะนำเทคโนโลยีพลังงานใหม่มาสู่ประเทศไทย สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและอัพเกรดรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย
เบนสัน เค่อ ผู้จัดการทั่วไป BYD Auto ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการตั้งโรงงานผลิตรถอีวีในประเทศอื่นๆ แต่ท้ายที่สุดก็เลือกประเทศไทย ที่มีข้อได้เปรียบหลายด้าน รวมถึง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและจีน
“ไทยมีเสถียรภาพแม้ว่ามีพรรคฝ่ายค้านทางการเมือง การลงทุนของเราจะพิจารณาเรื่องความปลอดภัยและการไว้เนื้อเชื่อใจเป็นหลัก เรามั่นใจว่าจะขยายฐานการผลิตรถอีวีนอกเหนือจากประเทศไทยไปจนทั่วทั้งภูมิภาคและทั่วโลกได้ตามเป้า" ผู้จัดการทั่วไป BYD Auto ประเทศไทย กล่าว
บริษัทอื่นหวังรับอานิสงส์ทางอ้อม
การเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทยของผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมรถอีวีอย่าง BYD และเกรท วอลล์ มอเตอร์ ทำให้บริษัทท้องถิ่นบางแห่งอย่าง Thai Metal Aluminium หวังว่าจะได้รับโอกาสทางธุรกิจจากการตั้งโรงงานผลิตของสองค่ายรถบ้าง โดยบริษัทซึ่งก่อตั้งมานาน 40 ปีและผลิตชิ้นส่วนรถหลากหลายชนิดที่ทำจากอลูมิเนียม เช่น โครงประตู และชิ้นส่วนอื่นๆ ของระบบกันสะเทือนของรถยนต์ แต่เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทผลิตชิ้นส่วนให้รถอีวี เช่น ถาดวางแบตเตอรี่
สุพัฒน์ รัตนศิริวิไล กรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยเม็ททอล อลูมิเนียม จำกัด กล่าวว่า "ต้องการปรับธุรกิจของบริษัทให้เข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในการผลิตชิ้นส่วนกับอุตสาหกรรมการผลิตรถอีวีทั้งในไทยและทั่วโลกเพื่อช่วยให้บริษัทมีทักษะความชำนาญมากขึ้น มีพัฒนาการด้านเทคโนโลยี และมีศักยภาพมากขึ้นในการผลิตชิ้นส่วนประเภทต่างๆ"
เปลี่ยนทัศนคติคนไทย
นอกจากเชื้อเชิญบรรดานักลงทุนให้ขยายการผลิตรถอีวีในไทยแล้ว รัฐบาลยังกระตุ้นให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย หนึ่งในแรงจูงใจเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ คำประกาศเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้วที่ให้คนที่ซื้อรถไฟฟ้า รถปิคอัพหรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ขึ้นอยู่กับประเภทของรถและขีดความสามารถของแบตเตอรี่ โดยรัฐให้เงินอุดหนุนระหว่าง 20,000 บาทและ 100,000 บาท ต่อคัน
มานน สิริอนันต์ ผู้บริหารบริษัทด้านมาร์เก็ตติ้งในประเทศไทย เป็นคนหนึ่งในประชาชนจำนวนมากที่รับการอุดหนุนของรัฐบาลในโครงการนี้ โดยเขาเพิ่งเปลี่ยนจากรถที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถไฟฟ้า พร้อมบอกเหตุผลว่า ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อประหยัดเงินในระยะยาว
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP





