ประเทศไทยตัดไฟฟ้าและโทรคมนาคมในพื้นที่ชายแดนเมียนมา 5 แห่งอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงอย่างเด็ดขาดโดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายเครือข่ายอาชญากรคอลเซ็นเตอร์ แก๊งฉ้อโกงทางการเงิน และการค้ามนุษย์
ตามข้อมูลของสหประชาชาติพบว่า มีผู้คนหลายแสนคนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์โดยกลุ่มอาชญากร และถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งรายงานของสหประชาชาติปี 2023 ประเมินว่าแก๊งอาชญากรที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้สร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
ชายแดนทางภาคตะวันออกของเมียนมามีชื่อเสียงในด้านการตั้งศูนย์อาชญากรที่มุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก ปฏิบัติการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักล่อลวงคนงานให้เข้ามาในพื้นที่ด้วยการหลอกลวงว่าจะได้งานดีๆ ที่ให้ค่าจ้างดี จากนั้นจึงบังคับให้เหยื่อเหล่านั้นทำงาน
รัฐบาลไทยอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ดำเนินการ เนื่องจากการหลอกลวงที่มีต้นตอมาจากภูมิภาคนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนและธุรกิจทั่วโลก รายงานของสหประชาชาติประมาณการว่าผู้คนในเมียนมามากกว่า 120,000 คนติดอยู่ในแก๊งฉ้อโกง และหลายคนถูกบังคับให้ทำงาน
รายงานของ Global Anti-Scam Alliance ปี 2023 พบว่า กลุ่มอาชญากรที่เชื่อมโยงกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เหยื่อสูญเสียเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 33 ล้านล้านบาท)
สำนักงานคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐฯ รายงานว่าชาวอเมริกันสูญเสียเงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) จากการฉ้อโกงในปี 2023 โดยส่วนใหญ่มาจากการหลอกลวงที่เชื่อมโยงกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ว่าแผนการตัดไฟของรัฐบาลไทยอาจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ประสิทธิภาพของแผนนี้ยังคงไม่แน่นอน ต้องรอดูว่าเครือข่ายอาชญากรอาจจะหาทางอื่นเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไปหรือไม่
แล้ว ‘การตัดไฟ’ จะได้ผลไหม?
การตัดบริการไฟฟ้าและโทรคมนาคมอาจเป็นกลวิธีระยะสั้นที่มีประสิทธิภาพในการหยุดยั้งการดำเนินการหลอกลวง แต่จะต้องใช้ความพยายามมากกว่านี้มากในการหาทางแก้ปัญหาในระยะยาว และจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายประเทศในการสร้างการดำเนินการที่ขับเคลื่อนด้วยข่าวกรอง ส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดน และนำกฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวดยิ่งขึ้นมาใช้
อย่างไรก็ดี เพื่อให้ก้าวล้ำหน้ากลุ่มอาชญากร รัฐบาลควรสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยข่าวกรองเฉพาะทางที่ติดตามเครือข่ายอาชญากรและสามารถวิเคราะห์กระแสเงินได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจจับความผิดปกติในธุรกรรมโทรคมนาคมและการเงินอาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้
ทั้งนี้ การจัดการกับอาชญากรรมทางการเงินไม่ใช่ความรับผิดชอบของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และสถาบันการเงินธนาคารซึ่งมีบทบาทสำคัญในการระบุและติดตามธุรกรรมที่น่าสงสัย ตลอดจนการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบตัวตน ทำให้ผู้ก่ออาชญากรรมใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้ยากขึ้น
ท่ามกลางความกังวลของชาวท้องถิ่นว่าจะหยุดการทำงานของแก๊งอาชญากรได้จริงหรือไม่..
การตัดไฟดังกล่าวนั้นมุ่งเป้าไปที่ด่านเจดีย์สามองค์ในเมียนมาซึ่งเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา และภาคตะวันตกของไทย ทำให้เกิดความกังวลในหมู่คนในพื้นที่ที่กังวลว่าพวกเขาจะรับมืออย่างไร
“สำหรับนักธุรกิจ พวกเขามีเงินที่จะซื้อเครื่องปั่นไฟ...แต่สำหรับพวกเราชาวท้องถิ่นที่ยากจน เราไม่สามารถซื้อเครื่องปั่นไฟได้” ชาวบ้านคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าว CNN
ชาวบ้านอำเภอแม่สอด ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเมียวดี ประเทศเมียนมาเผยว่า เขาสงสัยว่าการตัดไฟจะสามารถหยุดศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ได้หรือไม่ “คืนนี้คุณจะได้เห็นไฟที่ชเวโก๊กโกเปิดอยู่” ชาวบ้าน กล่าวเมื่อวันพุธ (5 ก.พ.)
สถานที่แห่งหนึ่งอยู่ในเมืองเมียวดี บนฝั่งแม่น้ำที่แบ่งประเทศไทยกับเมียนมา และใกล้กับแหล่งฉ้อโกงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งองค์กรพัฒนาเอกชนระบุว่า มีคนงานหลายพันคนอาศัยอยู่ แหล่งฉ้อโกงหลายแห่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดน อีกทั้งพวกเขายังสามารถใช้ประโยชน์จากบริการไฟฟ้าและโทรคมนาคมที่เชื่อถือได้มากกว่าจากประเทศไทยได้
ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเคยตัดกระแสไฟฟ้าศูนย์หลอกลวงใกล้ชายแดนเมียนมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการตัดกระแสไฟฟ้าครั้งก่อนส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานหรือไม่
ในกรณีตัดไฟ ศูนย์หลอกลวงอาจเปลี่ยนมาใช้เครื่องปั่นไฟดีเซลเพื่อจ่ายไฟ และใช้ Starlink ของ อีลอน มัสก์ ซึ่งกลุ่มกบฏชาติพันธุ์ต่างๆ ใช้ในที่อื่นๆ ในเมียนมาเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต




