องค์กรติดตามการเลือกตั้งทั่วโลก ‘เบอร์ซิห์’ (Bersih) ของมาเลเซียแสดงความกังวลและความผิดหวังอย่างมากที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 30 ของไทยถูกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ขัดขวางด้วยการไม่ลงคะแนนและงดออกเสียงในการโหวตนายกฯ ครั้งแรก
องค์กรติดตามการเลือกตั้งทั่วโลกระบุว่า การดูถูก 14 ล้านเสียงของประชาชนชาวไทยเช่นนี้นับเป็นการไร้ความรับผิดชอบและทำให้ประเทศไทยสั่นคลอน รวมถึงจะส่งผลกระทบขยายวงกว้างออกไปถึงภาคเศรษฐกิจไทยและแม้แต่เสถียรภาพในภูมิภาค
“เราขอเรียกร้องให้สถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจในประเทศไทยยุติวิกฤตการเมืองนี้และร่วมใจกันด้วยการลงคะแนนเสียงให้พิธาครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ โดยที่ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องไม่ท้าทายเสียงของประชาชนและก่อความไม่สงบในวงกว้าง” องค์กร Bersih กล่าว
ในฐานะองค์กรที่ส่งเสริมการเลือกตั้งที่สะอาดและยุติธรรม ทาง Bersih ได้ติดตามกระบวนการเลือกตั้งทั่วโลกอย่างใกล้ชิดและยืนหยัดในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อสิทธิในระบอบประชาธิปไตยของพลเมือง
องค์กร Bersih เสริมอีกว่า “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับหลักการของการเป็นตัวแทนและเจตจำนงของประชาชน ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ นั้นคุกคามความชอบธรรมที่ไม่ใช่แค่รัฐบาลชุดต่อไปของไทยเท่านั้น แต่รวมถึงระบบการเมืองไทยด้วย”
ระบอบรัฐธรรมนูญมีความเข้มแข็งในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือและญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพียงเพราะระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาไม่ได้ถูกทำให้พิการโดยสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยคือสิ่งที่ขัดขวางระบอบสาธารณรัฐ รวมถึงการล้มเลิกระบอบกษัตริย์
ทั้งนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเคารพเจตจำนงของประชาชนและสะท้อนให้เห็นในผลการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยและเป็นพื้นฐานสำหรับความมั่นคงทางการเมืองและระเบียบสังคม
อย่างไรก็ดี Bersih เชื่อว่าเสียงของพลเมืองทุกคนมีความสำคัญ และการรักษาความไว้วางใจ รวมถึงความเชื่อมั่นในระบบการเมืองนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ Bersih ยังเรียกร้องให้ ส.ว. และ ส.ส. ของไทยดำเนินการอย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบในวันที่ 19 กรกฎาคม เพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย รวมถึงสถาบันที่มีอำนาจซึ่งไม่ได้รับการเลือกตั้ง
องค์กรติดตามการเลือกตั้งทั่วโลกระบุว่า การดูถูก 14 ล้านเสียงของประชาชนชาวไทยเช่นนี้นับเป็นการไร้ความรับผิดชอบและทำให้ประเทศไทยสั่นคลอน รวมถึงจะส่งผลกระทบขยายวงกว้างออกไปถึงภาคเศรษฐกิจไทยและแม้แต่เสถียรภาพในภูมิภาค
“เราขอเรียกร้องให้สถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจในประเทศไทยยุติวิกฤตการเมืองนี้และร่วมใจกันด้วยการลงคะแนนเสียงให้พิธาครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ โดยที่ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องไม่ท้าทายเสียงของประชาชนและก่อความไม่สงบในวงกว้าง” องค์กร Bersih กล่าว
ในฐานะองค์กรที่ส่งเสริมการเลือกตั้งที่สะอาดและยุติธรรม ทาง Bersih ได้ติดตามกระบวนการเลือกตั้งทั่วโลกอย่างใกล้ชิดและยืนหยัดในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อสิทธิในระบอบประชาธิปไตยของพลเมือง
องค์กร Bersih เสริมอีกว่า “ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับหลักการของการเป็นตัวแทนและเจตจำนงของประชาชน ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ นั้นคุกคามความชอบธรรมที่ไม่ใช่แค่รัฐบาลชุดต่อไปของไทยเท่านั้น แต่รวมถึงระบบการเมืองไทยด้วย”
ระบอบรัฐธรรมนูญมีความเข้มแข็งในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือและญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพียงเพราะระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาไม่ได้ถูกทำให้พิการโดยสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยคือสิ่งที่ขัดขวางระบอบสาธารณรัฐ รวมถึงการล้มเลิกระบอบกษัตริย์
ทั้งนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเคารพเจตจำนงของประชาชนและสะท้อนให้เห็นในผลการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยและเป็นพื้นฐานสำหรับความมั่นคงทางการเมืองและระเบียบสังคม
อย่างไรก็ดี Bersih เชื่อว่าเสียงของพลเมืองทุกคนมีความสำคัญ และการรักษาความไว้วางใจ รวมถึงความเชื่อมั่นในระบบการเมืองนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ Bersih ยังเรียกร้องให้ ส.ว. และ ส.ส. ของไทยดำเนินการอย่างชาญฉลาดและมีความรับผิดชอบในวันที่ 19 กรกฎาคม เพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่าย รวมถึงสถาบันที่มีอำนาจซึ่งไม่ได้รับการเลือกตั้ง




