วิเคราะห์ MOU 14 ข้อ สหรัฐฯ-อิหร่านได้สิ่งที่ต้องการมากแค่ไหน

18 มิ.ย. 2569 - 13:04

  • ชำแหละแผนสันติภาพ 14 ข้อ สหรัฐฯ-อิหร่าน ใครได้ใครเสีย?

  • วิเคราะห์ สหรัฐฯ-อิหร่าน ได้สิ่งที่ต้องการมากแค่ไหนจาก MOU ฉบับนี้

วิเคราะห์ MOU 14 ข้อ สหรัฐฯ-อิหร่านได้สิ่งที่ต้องการมากแค่ไหน

บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายผลจากการขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิง และเปิดเส้นทางการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 

ทว่า ด้วยความยาวที่ไม่ถึง 800 คำในฉบับภาษาอังกฤษ โครงร่างซึ่งมีทั้งหมด 14 ข้อนี้ จึงยังคงละรายละเอียดส่วนใหญ่เอาไว้เพื่อตกลงกันในภายหลัง รวมถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้สัญญาว่าจะช่วยให้อิหร่านได้รับเงินจำนวนมหาศาล ทั้งจากการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อให้กลับมาขายน้ำมันในตลาดโลกได้ และการได้กลับไปใช้เงินหลายพันล้านที่เคยถูกอายัดไว้ รวมถึงการได้รับเงินทุนสนับสนุนเพิ่มอีกถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.79 ล้านล้านบาท) 

SPACEBAR พาไปดูข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อว่ามีอะไรบ้าง... 

1.) สหรัฐฯ-อิหร่าน-พันธมิตรทั้งสองฝ่ายในสงครามปัจจุบัน ‘ยุติ’ ปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบทันทีและถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย  

นับจากนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านสัญญาว่าจะไม่รบกันและไม่ขู่จะทำร้ายกันอีก พร้อมทั้งช่วยกันปกป้องดินแดนและอำนาจอธิปไตยของเลบานอน ทั้งนี้ ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะมีการยืนยันการยุติสงครามในทุกแนวรบเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย    

แม้ข้อแรกนี้ระบุถึง ‘พันธมิตรของพวกเขา’ แต่กลับไม่ได้กล่าวถึงอิสราเอลหรือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถึงแม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านร่วมกับอิสราเอล ทว่าการสู้รบของอิสราเอลในเลบานอนที่มุ่งเป้าถล่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้ทำให้ความพยายามในการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น ดังนั้น ความร่วมมือของอิสราเอล หรือความต้องการที่จะเข้ามาเป็น ‘ตัวขัดขวาง’ จึงจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญหลังจากนี้ 

2.) สหรัฐฯ-อิหร่านให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน ตลอดจนละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย 

จุดนี้ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก เพราะมันบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังยอมตกลงที่จะไม่เข้าไปปลุกปั่นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน หรือผลักดันให้เกิดการโค่นล้มเปลี่ยนขั้วอำนาจอีกต่อไป ซึ่งในช่วงที่เปิดฉากทำสงครามตอนแรกนั้น ทรัมป์เคยพูดกับชาวอิหร่านว่า “พวกคุณใกล้จะได้เป็นอิสระแล้วนะ เพราะสหรัฐฯ กำลังจะมาช่วยล้มรัฐบาลเผด็จการเดิมให้” ทว่าในตอนนี้ ความตั้งใจดังกล่าวนั้นได้หายไป และดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันมองว่าสำคัญอีกต่อไปแล้ว 

3.) สหรัฐฯ-อิหร่านให้คำมั่นที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ร่วมกันภายในระยะเวลาสูงสุด 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน 

MOU ฉบับนี้ เป็นเพียงข้อตกลงเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาฉบับจริงในอนาคต โดยเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชกียน ของอิหร่าน ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ซึ่งหมายความว่ากรอบเวลา 60 วันนี้จะไปสิ้นสุดลงในวันที่ 16 สิงหาคม แต่แน่นอนว่ากำหนดการนี้สามารถขยายออกไปได้อีก 

4.) ทันทีที่มีการลงนาม MOU ฉบับนี้ สหรัฐฯ จะหยุดสั่งเรือรบไปรบกวนหรือการขัดขวางใด ๆ ต่ออิหร่าน และจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลโดยสมบูรณ์ภายในระยะเวลา 30 วัน 

ในช่วง 30 วันที่สหรัฐฯ ทยอยเลิกปิดล้อมทะเล อิหร่านจะฟื้นฟูการเดินเรือสินค้าให้กลับมาคึกคักเท่าก่อนช่วงสงคราม และหลังจากเซ็นสัญญาฉบับสมบูรณ์ในอนาคต สหรัฐฯ จะต้องถอนทหารออกจากพื้นที่รอบอิหร่านให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน 

แต่ยังไม่ชัดเจนว่าอิหร่านจะได้คุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไหม ส่วนสหรัฐฯ ต้องเลิกปิดล้อมทางทะเลทะเลให้เสร็จภายใน 19 กรกฎาคม และน่าจะถอนกำลังทหาร 50,000 นายที่ส่งมาช่วยรบกลับบ้าน แต่ฐานทัพหลักและศูนย์บัญชาการถาวรที่ตั้งอยู่ตามประเทศต่าง ๆ รอบอิหร่านจะยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ย้ายออกไป 

5.) อิหร่านต้องช่วยดูแลให้เรือสินค้าวิ่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยและไม่เก็บเงินสักบาท แต่จะให้สิทธิ์ผ่านฟรีนี้แค่ในช่วง 60 วันแรกที่กำลังเจรจากันเท่านั้น 

การสัญจรของเรือพาณิชย์จะเริ่มต้นขึ้นโดยทันที แต่อิหร่านขอเวลา 30 วันในการกู้ระเบิดในทะเลให้เสร็จ เพื่อความปลอดภัย และในระหว่างนี้อิหร่านจะเจรจากับโอมาน รวมถึงประเทศชายฝั่งอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อวางกฎระเบียบบริหารช่องแคบร่วมกันในอนาคต 

6.) สหรัฐฯ รับปากจะไปชวนพันธมิตรมาร่วมจัดหาเงินทุนอย่างน้อย 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐมาให้อิหร่านใช้ฟื้นฟูประเทศ 

ทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันคิดขั้นตอนการจ่ายเงินให้เสร็จภายใน 60 วัน และสหรัฐฯ จะยอมเซ็นใบผ่านทางพิเศษ และปลดล็อกระบบธนาคารทั่วโลกเพื่อโอนเงินก้อนโตนี้ไปถึงมืออิหร่านได้อย่างราบรื่น 

7.) สหรัฐฯ รับปากจะ ‘ยกเลิก’ มาตรการคว่ำบาตรทุกรูปแบบต่ออิหร่าน  

สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมด ทั้งข้อห้ามไม่ให้คนอเมริกันค้าขายกับอิหร่าน (มาตรการปฐมภูมิ) และข้อห้ามไม่ให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกค้าขายกับอิหร่าน (มาตรการทุติยภูมิ) รวมถึงจะช่วยเคลียร์ข้อเรียกร้องจากองค์กรนิวเคลียร์โลก (IAEA) ให้ด้วย 

ทั้งหมดนี้จะทยอยปลดล็อกตามตารางเวลาที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงร่วมกันในสัญญาฉบับจริง ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านต่างยอมรับว่า เรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อข้อตกลง จึงตั้งใจจะหยิบยกขึ้นมาเจรจาร่วมกันทันที เพื่อหาข้อสรุปให้ได้โดยเร็วที่สุด 

8.) อิหร่านยืนยันจะ ‘ไม่จัดหา’ หรือ ‘พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์’ 

สหรัฐฯ และอิหร่านได้ตกลงร่วมกันที่จะจัดการกับคลังวัสดุเสริมสมรรถนะ (ยูเรเนียม) ที่สะสมไว้ ด้วยการเจือจางความเข้มข้นลงในพื้นที่ปฏิบัติงาน ภายใต้การกำกับดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะกำหนดกรอบการทำงานร่วมกัน เพื่ออนุญาตให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ เช่น การผลิตไฟฟ้า ภายใต้ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจในอนาคต  

9.) สหรัฐฯ-อิหร่านตกลงที่จะคงสถานะ ‘เดิม’ เอาไว้ ในระหว่างที่รอข้อตกลงฉบับสมบูรณ์  

อิหร่านจะคงสถานะปัจจุบันของโครงการนิวเคลียร์ตนเองไว้ ส่วนสหรัฐฯ จะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ และจะไม่ส่งกองกำลังทหารเพิ่มเติมเข้ามาในภูมิภาคตะวันออกกลาง

กล่าวคือ คลังเก็บยูเรเนียมของอิหร่านจะยังคงถูกฝังอยู่ใต้ดิน โดยที่สหรัฐฯ ก็ไม่ได้พยายามเข้าไปบุกยึด ส่วนมาตรการคว่ำบาตร แม้สหรัฐฯ จะสัญญาว่าจะไม่สั่งแบนอะไรเพิ่มอีกหลังจากนี้ แต่มาตรการเก่า ๆ ที่เคยสั่งแบนไปแล้วก่อนหน้า เช่น การแบนสินทรัพย์ดิจิทัลและเครือข่ายการขนส่งสินค้าทางเรือของอิหร่าน ก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่เหมือนเดิม   

10.) สหรัฐฯ จะเปิดทางด่วนให้อิหร่านขายน้ำมันและโอนเงินได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้สัญญาฉบับจริงเสร็จ 

สหรัฐฯ จะให้กระทรวงการคลังออกเอกสารไฟเขียวเป็นกรณีพิเศษทันที เพื่อให้อิหร่านกลับมาขายน้ำมันทั่วโลกได้เลย พร้อมทั้งปลดล็อกให้ระบบธนาคารยอมโอนเงิน ปลดล็อกเรือขนส่ง และบริษัทประกันภัยให้กลับมาทำงานร่วมกับอิหร่านได้ตามปกติ โดยไม่ต้องรอให้การเซ็นสัญญาฉบับจริงเสร็จสิ้น 

นั่นหมายความว่า สหรัฐฯ จะยอมปล่อยให้อิหร่านขายน้ำมันได้แม้จะยังมีมาตรการคว่ำบาตรอยู่ ในระหว่างที่กำลังเจรจาข้อตกลงฉบับจริง ซึ่งนี่ถือเป็นข้อลดหย่อนที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล และจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของอิหร่านได้ทันตาเห็น ทั้งยังช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกด้วยการคืนปริมาณน้ำมันดิบกลับเข้าสู่ตลาด หลังจากที่เคยขาดแคลนไปเพราะพิษสงคราม 

11.) สหรัฐฯ รับปากจะปลดล็อกสินทรัพย์และเงินทุนของอิหร่านที่เคยถูกอายัดให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างเต็มที่ 

ทันทีที่ MOU มีผลบังคับใช้ สหรัฐฯ และอิหร่านจะร่วมกันกำหนดขั้นตอนและวิธีการปล่อยเงินทุนเหล่านี้ในช่วงการเจรจา เพื่อโอนเงินกลับคืนสู่อิหร่าน 

เงินทุนดังกล่าว ไม่ว่าจะเก็บรักษาไว้ในบัญชีเดิมหรือถูกโอนย้ายไปแล้ว จะต้องถูกปลดล็อกให้ใช้ได้ทั้งหมด โดยธนาคารกลางของอิหร่านมีสิทธิ์ขาดสั่งโอนเงินนี้ไปจ่ายให้ใครก็ได้ และสหรัฐฯ สัญญาว่าจะเซ็นเอกสารอนุมัติเปิดทางให้ทุกขั้นตอน เพื่อไม่ให้ระบบธนาคารมาบล็อกเงินก้อนนี้   

12.) สหรัฐฯ-อิหร่านตกลงจะตั้งคณะกรรมการร่วมกันขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ตรวจการ’ 

คณะกรรมการดังกล่าวจะถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อคอยจับตาดูและตรวจสอบว่าทั้งสองฝ่ายยอมทำตามข้อตกลงหยุดยิงในตอนนี้ และจะยังคงทำตามสัญญาสันติภาพฉบับจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ 

ทั้งสองฝ่ายจะตกลงร่วมกันในกระบวนการตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามสัญญาจริงหรือไม่ ซึ่งสามารถย้อนกลับไปดูข้อตกลงนิวเคลียร์เดิม (JCPOA) มาเป็นแบบอย่างได้ แม้ว่าในอดีต ทรัมป์จะเป็นคนสั่งฉีกมันทิ้งเอง จนทำให้อิหร่านเลิกทำตามสัญญาข้อนั้นไปแล้วก็ตาม   

13.) สหรัฐฯ-อิหร่านต้องตกลงทำตามข้อกำหนด 5 ข้อ (1, 4, 5, 10, 11) อย่างต่อเนื่อง 

การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงทำตามข้อกำหนด 5 ข้อ (1, 4, 5, 10, 11) อย่างต่อเนื่อง ทั้งหยุดรบและเปิดทางเศรษฐกิจ จะเป็นเหมือนด่านแรกก่อนเริ่มเจรจาข้อสัญญาที่เหลือทั้งหมด หากทำได้ตามเงื่อนไขนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงจะเริ่มเปิดฉากเจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในประเด็นซ้ำซ้อนที่เหลืออยู่ 

ในการจะทำตาม MOU ฉบับนี้ให้สำเร็จ สหรัฐฯ จะต้องยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และเปิดทางให้อิหร่านเข้าถึงเงินทุนกับสินทรัพย์ที่เคยถูกอายัดหรือถูกจำกัดไว้ ส่วนอิหร่านก็จะต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการทำตามข้อผูกมัดเหล่านี้ให้ได้จริง ถือเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะก้าวไปสู่การบรรลุข้อตกลงในภาพที่ใหญ่ขึ้น 

ทางด้านรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “ข้อตกลงต่าง ๆ จะเกิดขึ้นทีละขั้นและขึ้นอยู่กับผลงาน เราพร้อมจะเปิดประตูต้อนรับพวกเขากลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก หากพวกเขาทำตามสัญญา แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำตามข้อกำหนด พวกเขาก็จะไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง” 

14.) ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะได้รับการรับรองโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่า MOU ฉบับนี้จะเป็นการตกลงกันแค่ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เท่านั้น ทว่าทั้งสองฝ่ายกลับเห็นพ้องตรงกันว่า ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในอนาคตจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกถาวร 5 ประเทศที่มีสิทธิ์ยับยั้ง ได้แก่ สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, จีน และรัสเซีย

สิ่งนี้จะส่งผลให้การตระบัดสัตย์หรือการล้มเลิกข้อตกลงในอนาคต กลายเป็นประเด็นความมั่นคงระดับโลก และทำได้ยากยิ่งขึ้นสำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ หรือรัฐบาลอิหร่านชุดต่อ ๆ ไป 

(Photo by ATTA KENARE / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์