‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ อีกหนึ่งเส้นเลือดใหญ่การค้าโลกที่อิหร่านล็อกเป้า ซ้ำเติมวิกฤตน้ำมันแพง

18 ก.ค. 2569 - 20:14

  • ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ เส้นทางน้ำมันโลกที่เชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ซึ่งในตอนนี้มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หลังจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

  • อิหร่านได้ขอให้กลุ่มฮูตีเตรียมพร้อมปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ เส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากว่าสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน

  • หากช่องแคบบับเอลมันเดบต้องถูกปิดลงไปด้วย มันจะไม่ได้กระทบแค่คู่สงครามในปัจจุบันเท่านั้น แต่มันจะซ้ำเติมวิกฤตขาดแคลนพลังงานโลกให้ดิ่งลึกยิ่งกว่าเดิม และจะลุกลามจนกลายเป็นความโกลาหลทางเศรษฐกิจ

‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ อีกหนึ่งเส้นเลือดใหญ่การค้าโลกที่อิหร่านล็อกเป้า ซ้ำเติมวิกฤตน้ำมันแพง

เมื่อ ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ กำลังตกอยู่ในอันตราย...หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันระลอกใหม่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางรายงานที่ระบุว่า “อิหร่านขอกลุ่มฮูตีในเยเมนเตรียมพร้อมปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในทะเลแดง หากว่าสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน” 

ช่องแคบบับเอลมันเดบเป็นเส้นทางน้ำมันโลกที่เชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ซึ่งในตอนนี้มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หลังจากอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ  

กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ออกโรงเตือนเมื่อวันพุธ (15 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า “อาจมีการล็อกเป้าโจมตี ‘เส้นทางขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออกอื่นๆ ทั้งหมดที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร’ เพื่อเป็นการตอบโต้หลังจากที่สหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง” 

หากช่องแคบบับเอลมันเดบต้องถูกปิดลงไปด้วย มันจะไม่ได้กระทบแค่คู่สงครามในปัจจุบันเท่านั้น แต่มันจะซ้ำเติมวิกฤตขาดแคลนพลังงานโลกให้ดิ่งลึกยิ่งกว่าเดิม และจะลุกลามจนกลายเป็นความโกลาหลทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปถึงโรงงานอุตสาหกรรม และปั๊มน้ำมันทั่วทุกมุมโลก 

ทำไม ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ ถึงสำคัญขนาดนั้น... 

   (Photo by Shutterstock / Aninka Bongers-Sutherland)
(Photo by Shutterstock / Aninka Bongers-Sutherland)

ช่องแคบแห่งนี้คั่นกลางอยู่ระหว่างประเทศเยเมน (ฝั่งเอเชีย) และประเทศจิบูตีกับเอริเทรีย (ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจะงอยแอฟริกา) ตัวช่องแคบคือจุดตัดที่เชื่อมทะเลแดงเข้ากับอ่าวเอเดนเพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย โดยจุดที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 29 กิโลเมตร (18 ไมล์) ทำให้เรือสินค้าถูกบีบให้แล่นได้แค่ 2 เลน คือเลนไปและเลนกลับเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ยุทธศาสตร์นี้ถูกควบคุมโดยกลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลัง  

“เส้นทางเดินเรือแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก และกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญขึ้นมาทันที โดยเฉพาะในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซกำลังเกิดการสู้รบกันอย่างดุเดือด” 

โนแอม เรย์ดัน นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวอชิงตันเพื่อนโยบายตะวันออกใกล้ กล่าว    

ช่องแคบแห่งนี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่ซาอุดีอาระเบียใช้ส่งออกน้ำมันไปยังเอเชีย และในเวลาปกติที่ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดอยู่ ช่องแคบบับเอลมันเดบก็ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียใช้ส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรป ผ่านทางคลองสุเอซ หรือท่อส่งน้ำมันสุเอซ-เมดิเตอร์เรเนียนบริเวณชายฝั่งทะเลแดงของอียิปต์ 

ในปี 2024 มีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปขนส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้ราว 4,100 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 5% ของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก 

หากทั้งช่องแคบบับเอลมันเดบและช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดพร้อมกัน การส่งออกพลังงานราว 25% หรือ 1 ใน 4 ของปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั้งหมดบนโลกจะถูกตัดขาดทันที 

ศึกครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่เรื่องพลังงานเท่านั้น เพราะตู้คอนเทนเนอร์สินค้าจากจีน อินเดีย และชาติเอเชียอื่นๆ ที่จะส่งไปยุโรป ต่างต้องล่องเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบแห่งนี้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 10% ของปริมาณการค้าโลก 

ทันทีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกสั่งปิด ความสำคัญของช่องแคบบับเอลมันเดบจึงพุ่งทะยานขึ้นเป็นทวีคูณ... 

“แต่เดิมซาอุฯ ต้องขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อไปขายให้เอเชีย แต่ล่าสุดพวกเขาได้เปลี่ยนแผน โดยหันมาใช้ท่อส่งน้ำมันบนบกเพื่อนำน้ำมันมาลงเรือที่ทะเลแดง จากนั้นจึงทำการส่งออกผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบแทน เรย์ดัน กล่าว 

ในการแก้เกมครั้งนี้ ซาอุฯ ได้หันมาใช้ ‘ท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก’ ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร (745 ไมล์) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทอารามโก ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของซาอุฯ โดยท่อส่งนี้จะลำเลียงน้ำมันตรงจากศูนย์คัดแยกน้ำมันอับกอิก ใกล้กับอ่าวเปอร์เซีย ยิงยาวมาที่ท่าเรือยันบูของซาอุฯ 

ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงานเคปเลอร์ (Kpler) ระบุว่า ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ท่อส่งนี้ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำมันมายังชายฝั่งทะเลแดงเฉลี่ยเพียง 770,000 บาร์เรลต่อวัน แต่หลังจากช่องแคบฮอร์มุซโดนสั่งปิดในเดือนมีนาคม ซาอุดีอาระเบียได้เร่งเครื่องเปิดระบบเต็มสูบ จนกระทั่งปลายเดือนมีนาคม ปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านท่อพุ่งทะลุขีดจำกัดสูงสุดที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

แล้วอิหร่าน-กลุ่มฮูตีจะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบด้วยวิธีการใด? 

(Photo by Shutterstock / istanblue78)
(Photo by Shutterstock / istanblue78)

ครั้งหนึ่งกลุ่มฮูตีแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาทำได้ โดยในช่วงที่เกิดสงครามกาซา พวกเขาเคยส่งกำลังเข้าปิดล้อมช่องแคบบับเอลมันเดบมาแล้ว เพื่อห้ามไม่ให้เรือสินค้าของสหรัฐฯ หรืออิสราเอลแล่นผ่านอย่างเด็ดขาด  

การโจมตีเรือขนส่งสินค้าอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เบี้ยประกันภัยการเดินเรือพุ่งสูงขึ้น จนกระทั่งสหรัฐฯ และกลุ่มฮูตีบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งนำไปสู่การเปิดช่องแคบบับเอลมันเดบอีกครั้ง 

ในศึกระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ กลุ่มฮูตีได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าพวกเขาสามารถป่วนเส้นทางเดินเรือแห่งนี้ได้อย่างไร เหมือนเช่นที่เคยทำในสงครามกาซาช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน 2026 ด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธถล่มอิสราเอล จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ฮูตีได้ระดมยิงถล่มอิสราเอลซ้ำ พร้อมยื่นคำขาดขู่ปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ เพื่อไม่ให้เรือของอิสราเอลผ่าน  

นาบีล คูรี อดีตนักการทูตสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera เมื่อเดือนเมษายนว่า “การที่กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลนั้น เป็นเพียง ‘การแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น’ ไม่ใช่การเปิดศึกเต็มรูปแบบ พวกเขาแค่ยิงขีปนาวุธเตือนไว้ก่อน เพราะตอนนั้นมีกระแสข่าวหนาหูว่าสงครามอาจบานปลาย ประกอบกับกองทัพสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่ภูมิภาค และมีข่าวลือว่าหากเจรจาไม่สำเร็จ สหรัฐฯ อาจเปิดฉากถล่มอิหร่านครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” 

“หากกลุ่มฮูตีต้องการเข้าสู่สงครามอย่างแท้จริง อาวุธเด็ดของพวกเขาก็คือ ‘การปิดล้อมช่องแคบบับเอลมันเดบ’ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำคือแค่เปิดฉากยิงใส่เรือสินค้าสัก 2-3 ลำที่แล่นผ่านเข้ามา และนั่นจะส่งผลให้การเดินเรือพาณิชย์ทั้งหมดผ่านทะเลแดงต้องหยุดชะงักลงทันที แต่นั่นเท่ากับการล้ำเส้นตาย ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากถล่มเยเมนกลับอย่างรวดเร็วเช่นกัน”

 คูรี กล่าว 

หากช่องแคบบับเอลมันเดบถูกปิดขึ้นมา...จะส่งผลกระทบต่อโลกยังไง 

   (Photo by Shutterstock / somkanae sawatdinak)
(Photo by Shutterstock / somkanae sawatdinak)


เอลิซาเบธ เคนดอล ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางและอธิการบดีวิทยาลัยเกอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เปิดเผยกับ Al Jazeera ว่า “หากเส้นทางน่านน้ำทะเลแดงแห่งนี้ถูกปิดลง มันจะกลายเป็น ‘สถานการณ์ฝันร้าย’ ของคนทั้งโลกทันที” 

“เพราะถ้าช่องแคบฮอร์มุซโดนปิด พร้อมๆ กับที่ความรุนแรงลามไปปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ เส้นทางขนส่งสินค้าไปยุโรปจะถูกตัดขาดจนเป็นอัมพาตทันที สถานการณ์ตอนนี้จึงอันตรายและหมิ่นเหม่มากๆ ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้”

 เคนดอล บอกกับ Al Jazeera  

อย่างไรก็ตาม เคนดอลมองว่า “แม้ช่องแคบนี้จะเป็นไพ่ตายใบสำคัญที่สร้างอำนาจต่อรองให้กลุ่มฮูตี แต่พวกเขาก็ยังคงคิดหนัก และไม่อยากบุ่มบ่ามปิดน่านน้ำ เพราะเกรงว่าจะไปยั่วยุให้ซาอุฯ และพันธมิตรยกทัพมาถล่มกลับรุนแรงกว่าเดิม” 

ขณะที่ เรย์ดัน นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวอชิงตันเพื่อนโยบายตะวันออกใกล้ บอกกับ TIME ว่า “หากช่องแคบบับเอลมันเดบซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งหนึ่งต้องหยุดชะงักลงไม่ว่าในทางใดก็ตาม เหตุการณ์นี้จะ ‘เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้’” 

“ช่องแคบบับเอลมันเดบไม่ได้เป็นแค่เส้นทางส่งน้ำมันและเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นหัวใจหลักในการขนส่งสินค้าเกษตรอย่างธัญพืช เหล็กกล้า รวมถึงตู้คอนเทนเนอร์บรรจุเสื้อผ้า ของเล่น และที่สำคัญคือเป็นทางผ่านของก๊าซหุงต้ม (LPG) และก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่ผู้คนต้องใช้ในชีวิตประจำวันด้วย”

 เรย์ดัน กล่าวเน้นย้ำ 

หากอิหร่านหรือกลุ่มฮูตีเปิดฉากปิดช่องแคบบับเอลมันเดบจริง เรือสินค้าที่จะเดินทางไปยุโรปจะไม่มีทางเลือกอื่นเลย นอกจากต้องวิ่งอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกาแทน ซึ่งการเดินเรืออ้อมโลกแบบนี้ จะทำให้เสียเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและดันต้นทุนขนส่งพุ่งกระฉูด 

“หากเรือสินค้าต้องการแล่นเข้ามายังทะเลแดง แต่ช่องแคบบับเอลมันเดบถูกปิด และพวกเขายังจำเป็นต้องเดินทางไปให้ถึงยุโรป ทางเลือกเดียวที่ทำได้คือ การแล่นเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปเท่านั้น มันไม่มีเส้นทางอื่นอีกแล้ว เรย์ดัน กล่าว  

(Photo by Shutterstock / zelvan)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์