เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมาเป็นวันที่ บาร์โค้ด เส้นบางๆ หนาๆ ขนานกันที่ปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีมีอายุครบ 50 ปีพอดี ซึ่งยาวนานพอๆ กับข้อถกเถียงว่าจริงๆ แล้วใครเป็นเจ้าของไอเดียนี้กันแน่ แต่ที่แน่ๆ นับตั้งแต่ระบบบาร์โค้ดสากล (UPC) ถูกคิดค้นขึ้นมา มันก็กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก โดยในแต่ละวันมีการสแกนบาร์โค้ดกันราว 10,000 ล้านครั้งทั่วโลก
บาร์โค้ดถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดยนอร์แมน เจ. วู้ดแลนด์ (Norman J. Woodland) และเบอร์นาร์ด ซิลเวอร์ (Bernard Silver) ศิษย์เก่าของสถาบันเทคโนโลยีเดร็กเซิลในเมืองฟิลาเดลเฟียของสหรัฐฯ
วันหนึ่งผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งมาขอคำปรึกษากับคณบดีของสถาบันเทคโนโลยีเดร็กเซิล เพื่อให้ช่วยหาวิธีอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้คิดเงินเร็วๆ โดยไม่ต้องรอคิวและช่วยจัดการสต็อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพ แต่ซิลเวอร์บังเอิญมาได้ยินเข้าจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับวู้ดแลนด์ซึ่งเป็นนักประดิษฐ์อยู่แล้ว
เดือนมกราคม 1949 ระหว่างที่นั่งเล่นอยู่บนชายหาดในไมอามี วู้ดแลนด์ได้วาดรหัสมอร์สที่ได้เรียนในวิชาลูกเสือเป็นเครื่องหมายแดช (-) 3 ขีดและจุกอีก 1 จุด จากนั้นจึงลากเป็นเส้นแนวตั้งลงมากลายเป็นเส้นหนาๆ 3 เส้นและส้นบาง 1 เส้น เส้นขนาน 4 เส้นนี้เองที่เป็นที่มาของบาร์โค้ด
บาร์โค้ดถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดยนอร์แมน เจ. วู้ดแลนด์ (Norman J. Woodland) และเบอร์นาร์ด ซิลเวอร์ (Bernard Silver) ศิษย์เก่าของสถาบันเทคโนโลยีเดร็กเซิลในเมืองฟิลาเดลเฟียของสหรัฐฯ
วันหนึ่งผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งมาขอคำปรึกษากับคณบดีของสถาบันเทคโนโลยีเดร็กเซิล เพื่อให้ช่วยหาวิธีอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้คิดเงินเร็วๆ โดยไม่ต้องรอคิวและช่วยจัดการสต็อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพ แต่ซิลเวอร์บังเอิญมาได้ยินเข้าจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับวู้ดแลนด์ซึ่งเป็นนักประดิษฐ์อยู่แล้ว
เดือนมกราคม 1949 ระหว่างที่นั่งเล่นอยู่บนชายหาดในไมอามี วู้ดแลนด์ได้วาดรหัสมอร์สที่ได้เรียนในวิชาลูกเสือเป็นเครื่องหมายแดช (-) 3 ขีดและจุกอีก 1 จุด จากนั้นจึงลากเป็นเส้นแนวตั้งลงมากลายเป็นเส้นหนาๆ 3 เส้นและส้นบาง 1 เส้น เส้นขนาน 4 เส้นนี้เองที่เป็นที่มาของบาร์โค้ด

บาร์โค้ดเวอร์ชันแรกของวู้ดแลนด์และซิลเวอร์มีลักษณะเป็นวงกลมคล้ายๆ เป้าสำหรับปาลูกดอก เพราะมองว่าแบบวงกลมสามารถอ่านได้จากทุกมุม ส่วนเครื่องอ่านบาร์โค้ดนั้นวู้ดแลนด์นำเทคโนโลยีของภาพยนตร์มาใช้ นั่นคือการปรับอุปกรณ์บันทึกเสียงภาพยนตร์ที่เรียกว่า โฟโนฟิล์มที่คิดค้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1920 โดยโฟโนฟิล์มนี้จะส่องแสงจ้าผ่านรอยแยกของฟิล์มเซลลูลอยด์ แสงนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียง วู้ดแลนด์ปิ๊งไอเดียว่าแสงที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องส่องผ่านรอยแยกไป เพียงแต่ต้องทำให้มันสะท้อนไปยังเซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่เราใช้เป็นประจำทุกวันในการสแกนบาร์โค้ดจ่ายเงินค่าสินค้าด้วยตัวเอง
ทว่าในปี 1949 เลเซอร์ยังไม่ถือกำเนิด ดังนั้นวู้ดแลนด์จึงต้องเปลี่ยนห้องนั่งเล่นเป็นห้องทดลอง โดยติดตั้งหลอดไฟขนาด 500 วัตต์ไว้ในกล่องที่ใช้ผ้าน้ำมันหนาๆ คลุมเพื่อไม่ให้แสงทะลุเข้า หลอดไฟนี้จะส่องลำแสงแคบๆ ลงบนแผ่นกระดาษที่มีเส้นขาวดำ จากนั้นกระดาษสะท้อนแสงเข้าไปในอุปกรณ์รับซึ่งแปลงเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งคู่ยื่นจดลิขสิทธิ์ในปี 1949 แต่กว่าจะได้รับใบรับรองก็ต้องรอจนปี 1952
ทว่าลำแสงที่ได้เข้มข้นเกินไปจนทำให้กระดาษติดไฟ บวกกับบาร์โค้ดแบบวงกลมไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะหากเครื่องพิมพ์บาร์โค้ดสั่น หมึกพิมพ์ไม่ชัดเจน หรือกระป๋องมีรอยยุบ บาร์โค้ดก็จะใช้ไม่ได้ ในที่สุดวู้ดแลนด์ก็ตัดสินใจขายลิขสิทธิ์บาร์โค้ดของพวกเขาให้กับบริษัท Philco ไปในราคา 15,000 ดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น หรือราว 139,572 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งดูน้อยนิดมากถ้าเทียบกับผลกระทบในภายหลังที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีบาร์โค้ดของพวกเขา แต่ในเวลานั้นถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะไม่เช่นนั้นลิขสิทธิ์คงหมดอายุก่อนที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ จะพร้อมสำหรับการอ่านบาร์โค้ดในยุคนั้น
จากนั้นมีการปรับปรุงการพิมพ์บาร์โค้ดโดยใช้ปากกาที่ออกแบบสำหรับนักบินอวกาศที่สามารถเขียนแบบกลับหัวได้ จนนำมาสู่การทดลองใช้งานจริงครั้งแรกที่ห้างครูเกอร์ เคนวู้ด พลาซ่าในเมืองซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ
หลังจากนั้น จอร์จ เจ. ลอรอร์ พนักงานของ IBM ก็ได้ปรับปรุงบาร์โค้ดบนหาดทรายของวู้ดแลนด์ให้ดีขึ้นโดยใช้ชื่อเรียกว่าระบบ UPC ซึ่งมี 12 หลัก ซึ่งได้รับการยอมรับให้ใช้เป็นบาร์โค้ดมาตรฐานทั่วโลกเมื่อวันที่ 3 เมษายน 1973 และถือว่าวันนี้เป็นวันเกิดของบาร์โค้ดเรื่อยมา
วันที่ 26 มิถุนายน 1974 มีการใช้งานบาร์โค้ด UPC นี้ครั้งแรกที่ซูเปอร์มาร์เก็ต Marsh’s ในรัฐโอไฮโอ โดยหมากฝรั่งริกลีย์เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ถูกแสกนบาร์
โค้ดที่ลอเรอร์ออกแบบ
ทว่ากว่าบาร์โค้ด UPC จะได้รับความนิยมอย่างแท้จริงก็ต้องรอถึงช่วงทศวรรษ 1980 โดยห้าง Kmart และ Walmart เป็น 2 เจ้าแรกที่นำมาใช้
มาวันนี้ประวัติศาสตร์กว่าครึ่งศตวรรษของบาร์โค้ดกำลังจะถูกท้าทายโดยคิวอาร์โค้ดที่คิดค้นโดย มาซาฮิโระ ฮาระ ซึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานในวงกว้างในปี 2027 เนื่องจากคิวอาร์โค้ดที่พัฒนาขึ้นเมื่อปี 1994 สามารถบรรจุข้อมูลได้มากกว่า อ่านได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน และยิ่งในยุคที่สมาร์ทโฟนสามารถอ่านคิวอาร์โค้ดได้ การทำให้ผู้คนเข้าถึงเว็บไซต์เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมจึงกลายเป็นเรื่องง่าย ส่งผลให้บริษัท ศิลปิน การชำระเงินต่างๆ และแม้แต่พิพิธภัณฑ์ยอมรับคิวอาร์โค้ดอย่างกว้างขวาง
แต่มีแนวโน้มว่าบาร์โค้ดจะคงอยู่ไปอีกหลายปี ในขณะที่โลกค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้คิวอาร์โค้ด
ทว่าในปี 1949 เลเซอร์ยังไม่ถือกำเนิด ดังนั้นวู้ดแลนด์จึงต้องเปลี่ยนห้องนั่งเล่นเป็นห้องทดลอง โดยติดตั้งหลอดไฟขนาด 500 วัตต์ไว้ในกล่องที่ใช้ผ้าน้ำมันหนาๆ คลุมเพื่อไม่ให้แสงทะลุเข้า หลอดไฟนี้จะส่องลำแสงแคบๆ ลงบนแผ่นกระดาษที่มีเส้นขาวดำ จากนั้นกระดาษสะท้อนแสงเข้าไปในอุปกรณ์รับซึ่งแปลงเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งคู่ยื่นจดลิขสิทธิ์ในปี 1949 แต่กว่าจะได้รับใบรับรองก็ต้องรอจนปี 1952
ทว่าลำแสงที่ได้เข้มข้นเกินไปจนทำให้กระดาษติดไฟ บวกกับบาร์โค้ดแบบวงกลมไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะหากเครื่องพิมพ์บาร์โค้ดสั่น หมึกพิมพ์ไม่ชัดเจน หรือกระป๋องมีรอยยุบ บาร์โค้ดก็จะใช้ไม่ได้ ในที่สุดวู้ดแลนด์ก็ตัดสินใจขายลิขสิทธิ์บาร์โค้ดของพวกเขาให้กับบริษัท Philco ไปในราคา 15,000 ดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น หรือราว 139,572 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งดูน้อยนิดมากถ้าเทียบกับผลกระทบในภายหลังที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีบาร์โค้ดของพวกเขา แต่ในเวลานั้นถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะไม่เช่นนั้นลิขสิทธิ์คงหมดอายุก่อนที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ จะพร้อมสำหรับการอ่านบาร์โค้ดในยุคนั้น
จากนั้นมีการปรับปรุงการพิมพ์บาร์โค้ดโดยใช้ปากกาที่ออกแบบสำหรับนักบินอวกาศที่สามารถเขียนแบบกลับหัวได้ จนนำมาสู่การทดลองใช้งานจริงครั้งแรกที่ห้างครูเกอร์ เคนวู้ด พลาซ่าในเมืองซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ
หลังจากนั้น จอร์จ เจ. ลอรอร์ พนักงานของ IBM ก็ได้ปรับปรุงบาร์โค้ดบนหาดทรายของวู้ดแลนด์ให้ดีขึ้นโดยใช้ชื่อเรียกว่าระบบ UPC ซึ่งมี 12 หลัก ซึ่งได้รับการยอมรับให้ใช้เป็นบาร์โค้ดมาตรฐานทั่วโลกเมื่อวันที่ 3 เมษายน 1973 และถือว่าวันนี้เป็นวันเกิดของบาร์โค้ดเรื่อยมา
วันที่ 26 มิถุนายน 1974 มีการใช้งานบาร์โค้ด UPC นี้ครั้งแรกที่ซูเปอร์มาร์เก็ต Marsh’s ในรัฐโอไฮโอ โดยหมากฝรั่งริกลีย์เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ถูกแสกนบาร์
โค้ดที่ลอเรอร์ออกแบบ
ทว่ากว่าบาร์โค้ด UPC จะได้รับความนิยมอย่างแท้จริงก็ต้องรอถึงช่วงทศวรรษ 1980 โดยห้าง Kmart และ Walmart เป็น 2 เจ้าแรกที่นำมาใช้
มาวันนี้ประวัติศาสตร์กว่าครึ่งศตวรรษของบาร์โค้ดกำลังจะถูกท้าทายโดยคิวอาร์โค้ดที่คิดค้นโดย มาซาฮิโระ ฮาระ ซึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานในวงกว้างในปี 2027 เนื่องจากคิวอาร์โค้ดที่พัฒนาขึ้นเมื่อปี 1994 สามารถบรรจุข้อมูลได้มากกว่า อ่านได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน และยิ่งในยุคที่สมาร์ทโฟนสามารถอ่านคิวอาร์โค้ดได้ การทำให้ผู้คนเข้าถึงเว็บไซต์เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมจึงกลายเป็นเรื่องง่าย ส่งผลให้บริษัท ศิลปิน การชำระเงินต่างๆ และแม้แต่พิพิธภัณฑ์ยอมรับคิวอาร์โค้ดอย่างกว้างขวาง
แต่มีแนวโน้มว่าบาร์โค้ดจะคงอยู่ไปอีกหลายปี ในขณะที่โลกค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้คิวอาร์โค้ด



