สหรัฐฯ จ่อเก็บค่าวีซ่าเพิ่ม ไทยต้องจ่ายแพงขึ้นกว่า 14,000 บาท

19 ก.ค. 2568 - 09:45

  • นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ จะต้องจ่ายค่าวีซ่า ‘visa integrity fee’ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใหม่ตามกฎหมาย ‘One Big Beautiful Bill Act’ ที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

  • ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่อย่างน้อย 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,100 บาท) ในปีงบประมาณ 2025 ของสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2024 ถึง 30 กันยายน 2025 โดยจะเก็บจากผู้ขอวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวทุกคน เช่น นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักเรียน และแรงงานชั่วคราว

  • แต่กฎหมายระบุว่าผู้ชำระค่าธรรมเนียมนี้อาจมีสิทธิ์ได้รับเงินคืน หากปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่าอย่างเคร่งครัด

สหรัฐฯ จ่อเก็บค่าวีซ่าเพิ่ม ไทยต้องจ่ายแพงขึ้นกว่า 14,000 บาท

นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ จะต้องจ่ายค่าวีซ่า ‘visa integrity fee’ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใหม่ตามกฎหมาย ‘One Big Beautiful Bill Act’ ที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 ค่าธรรมเนียมนี้ใช้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่ต้องใช้วีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant Visa) เพื่อเข้าประเทศ โดยไม่สามารถยกเว้นได้  

แต่กฎหมายระบุว่าผู้ชำระค่าธรรมเนียมนี้อาจมีสิทธิ์ได้รับเงินคืน หากปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่าอย่างเคร่งครัด รวมถึง : 

  • ไม่รับงานที่ไม่ได้รับอนุญาต (unauthorized employment) 
  • ไม่อยู่เกินระยะเวลาวีซ่ามากกว่า 5 วัน นับจากวันสิ้นสุดของวีซ่า (I-94 expiration date) 

การคืนเงินค่าธรรมเนียมจะดำเนินการหลังจากวีซ่าหมดอายุแล้วเท่านั้น และไม่ใช่การคืนเงินอัตโนมัติ ผู้ถือวีซ่าจะต้องยื่นคำขอ ‘ขอคืนเงิน’ โดยแสดงหลักฐานว่าปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมด 

ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่อย่างน้อย 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,100 บาท) ในปีงบประมาณ 2025 ของสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2024 ถึง 30 กันยายน 2025 โดยจะเก็บจากผู้ขอวีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวทุกคน เช่น นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักเรียน และแรงงานชั่วคราว ซึ่งจะเก็บตอนที่วีซ่าถูกอนุมัติเท่านั้น ผู้ที่ถูกปฏิเสธวีซ่าจะไม่เสียค่าธรรมเนียมนี้ 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิมีอิสระที่จะกำหนดค่าธรรมเนียมให้สูงขึ้นตามบทบัญญัติ แต่หลังจากปีงบประมาณ 2025 เป็นต้นไป ค่าธรรมเนียมนี้จะถูกปรับตามอัตราเงินเฟ้อเป็นประจำทุกปี 

ค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ต้องจ่าย นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมวีซ่าปกติ ตัวอย่างเช่น สำหรับผู้ถือวีซ่า H-1B ซึ่งปัจจุบันจ่ายค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า 205 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,600 บาท) แล้วก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมของ ‘visa integrity fee’ 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,100 บาท) เมื่อรวมแล้วก็จ่ายประมาณ 455 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14,700 บาท) 

นอกจากนี้ ผู้เดินทางยังต้องชำระค่าธรรมเนียมแบบฟอร์ม I-94 ซึ่งเป็นบันทึกเข้า-ออกประเทศที่ปัจจุบันถูกปรับเพิ่มจาก 6 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 190 บาท) เป็น 24 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 700 บาท) ตามกฎหมาย ‘One Big Beautiful Bill Act’ โดยบังคับใช้กับผู้ที่ต้องยื่นแบบฟอร์มนี้ รวมถึงนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ 

แต่ค่าธรรมเนียม ‘visa integrity fee’ ยังไม่ได้เริ่มบังคับใช้จริงในขณะนี้ โดยยังไม่มีการกำหนดวันเริ่มต้นอย่างชัดเจน “ผมเชื่อว่าจะต้องมีการออกกฎระเบียบ หรืออย่างน้อยต้องมีประกาศใน ‘Federal Register’ (ราชกิจจานุเบกษาของสหรัฐฯ) เพื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บค่าธรรมเนียมนี้ก่อน” สตีเวน เอ.บราวน์ หุ้นส่วนจาก ‘Reddy Neumann Brown PC’ สำนักงานกฎหมายด้านตรวจคนเข้าเมือง กล่าว 

ตามคำชี้แจงของตัวแทนจากสมาคมการท่องเที่ยวแห่งสหรัฐฯ (U.S. Travel Association) ระบุว่า แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS Secretary) มีหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียม ‘visa integrity fee’ แต่ในทางปฏิบัติ DHS เองไม่มีบทบาทในการดำเนินกระบวนการขอวีซ่า ออกวีซ่า หรือการต่ออายุวีซ่า ซึ่งโดยปกติจะเป็นหน้าที่ของกรมการต่างประเทศสหรัฐฯ (Department of State) โดยเฉพาะการออกวีซ่าผ่านสถานทูตและสถานกงสุลฯ ในต่างประเทศ ดังนั้นจึงยังไม่มีความชัดเจนว่า DHS จะเก็บค่าธรรมเนียมนี้ที่ไหนและเมื่อไร 

บราวน์กล่าวอีกว่า “ค่าธรรมเนียม ‘visa integrity fee’ จะส่งผลกระทบมากเป็นพิเศษต่อผู้ถือวีซ่าประเภท B ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักเรียนต่างชาติ มากกว่ากลุ่มผู้ขอวีซ่าวีซ่าประเภทอื่นๆ...สำหรับผู้ถือวีซ่าประเภท B พวกเขาอาจไม่ต้องการจ่ายเงินเพิ่มอีก 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนสำหรับค่าใช้จ่ายเดินทาง” 

Photo by : Shutterstock / Kosoff 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์