ครึ่งแรกของปีนี้บริษัทญี่ปุ่นล้มละลายเพิ่มขึ้น 22% จาก 3 ปัจจัยลบคือ ต้นทุนการทำธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ปัญหาขาดแคลนแรงงานและการยกเลิกมาตรการช่วยเหลือบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ของรัฐบาล
ข้อมูลจากเตโกกุ ดาตาแบงก์ ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2024 จำนวนบริษัทที่ล้มละลายเพิ่มขึ้น 22% ปีต่อปีเป็น 4,887 แห่ง ถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อาจมีบริษัทญี่ปุ่นล้มละลายเป็นจำนวนมากขึ้น 10,000 แห่งภายในปลายปีนี้
ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทที่ล้มละลายส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก และเมื่อมองภาพรวม บริษัทที่ดำเนินธุรกิจให้บริการเป็นกลุ่มธุรกิจที่ล้มละลายมากที่สุดจำนวน 1,228 แห่ง ตามมาด้วยธุรกิจค้าปลีก จำนวน 1,029 แห่ง และธุรกิจก่อสร้างจำนวน 917 แห่ง
“ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีบริษัทล้มละลายเพิ่มขึ้นอีกมาก ถ้าไม่มีการปรับขึ้นราคา” ซาโตชิ ฟูจิ ผู้จัดการทั่วไปแผนกบริหารจัดการข้อมูลจากเตโกกุ ดาตาแบงก์ กล่าว
ส่วนข้อมูลที่รวบรวมโดยบริษัทวิจัยโตเกียวที่สามารถนำมาเปรียบเทียบและเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2000 ระบุว่า ยอดล้มละลายของบริษัทญี่ปุ่นในช่วงครึ่งปีแรกที่สูงที่สุดคือในปี 2009 ด้วยยอดล้มละลายที่ 7,023 แห่ง
ในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 รัฐบาลโตเกียวได้จัดหาเงินทุนต่างๆ เพื่อสนับสนุนการจ้างงานและปล่อยสินเชื่อโดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่เมื่อรัฐบาลค่อยๆ เลิกมาตรการช่วยเหลือนี้ประมาณกลางปี 2022 ราคาในญี่ปุ่นก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทขนาดเล็กที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อจ่ายคืนหนี้ที่กู้มา
ช่วงที่เงินสนับสนุนบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ของรัฐบาลเริ่มส่งถึงบริษัทต่างๆ จำนวนบริษัทล้มละลายก็ลดลง โดยมีจำนวน 3,083 แห่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 และจำนวน 3,045 แห่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ก่อนที่ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4,006 แห่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ซึ่งฟูจิระบุว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างมาก
“บริษัทจำนวนมากได้รับผลกระทบจากปัญหากำไรร่วง ขณะที่การบริหารจัดการกระแสเงินสดหมุนเวียนกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นมากๆ แต่บริษัทเหล่านี้ก็เจอแรงกดดันให้เพิ่มค่าจ้างพนักงานเรียกว่าแนวโน้มไม่ดีเลย ส่วนเงินเยนที่อ่อนค่าก็ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น” ฟูจิกล่าว
ฟูจิกล่าวอีกว่า “บรรดาคนงานที่ทำงานในบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรต่ำและให้ค่าจ้างแรงงานถูกมีแนวโน้มที่จะมองหางานใหม่ที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างยากลำบากมากขึ้น”
“ถ้าขืนยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะเป็นอุปสรรคในการทำให้บริษัทต่างๆ ทำกำไรหรือทำให้ธุรกิจอยู่ในจุดที่คุ้มทุน ประกอบกับบริษัทเหล่านี้จะไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่พวกเขากู้เงินมาและท้ายที่สุดก็ต้องปิดกิจการ” ฟูจิกล่าว

บริษัทขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินเยน เนื่องจากดำเนินธุรกิจโดยอิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นหลักก็มีกำไรเพิ่มขึ้น และบริษัทเหล่านี้สามารถผลักภาระต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้นไปให้ผู้บริโภค ด้วยเหตุผลเหล่านี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จึงรายงานผลประกอบการแข็งแกร่งเมื่อปีที่แล้ว แต่บริษัทขนาดเล็กหลายแห่งที่อยู่ในอันดับท้ายๆ ของระบบห่วงโซ่อุปทานกลับไม่มีอำนาจต่อรองในการปรับเพิ่มราคา
“มีการคาดการณ์ว่า แบงก์ ออฟ เจแปน (บีโอเจ) จะขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ นั่นเท่ากับว่ายิ่งทำให้สถานการณ์บริษัทขนาดเล็กแย่ลงไปอีก การขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจของบริษัทขนาดเล็ก จึงเป็นเหตุผลให้มีการคาดการณ์ว่าจะมีบริษัทร่วม 10,000 แห่งล้มละลายภายในปีนี้” ฟูจิ กล่าว
ด้านเตโกกุ ดาตาแบงก์ ปิดท้ายว่า มาตรการสนับสนุนบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 อาจจะช่วยบริษัทบางแห่งได้ แต่ก็อาจจทำให้มี “บริษัทซอมบี้” เกิดขึ้นตามมาจำนวนมาก เพราะบริษัทที่ได้รับการช่วยเหลืออาจทำธุรกิจต่อไปได้อีกอย่างน้อย 10 ปี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้สินได้
โดยเมื่อปีที่แล้ว บริษัทซอมบี้ในญี่ปุ่นมีจำนวน 251,000 แห่ง ถือว่าสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ
Photo by Richard A. Brooks / AFP





