ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) ว่า “ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจการค้ากับอิหร่านจะต้องเสียภาษีศุลกากร 25% สำหรับการค้าทั้งหมดที่ทำกับสหรัฐฯ” ซึ่งเป็นการตอบโต้รัฐบาลอิหร่านภายใต้การนำของ อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี ที่ปราบปรามผู้ประท้วง
ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “คำสั่งนี้ถือเป็นที่เด็ดขาดและเป็นที่สิ้นสุด...ภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ‘ทันที’” แต่ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าแบบไหนที่เรียกว่าเป็น ‘การทำธุรกิจ’ กับอิหร่าน
ยังไม่ชัดเจนว่าประเทศใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ แต่ประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านก็คือ จีน ตามมาด้วยอิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี อินเดีย รัสเซีย และบราซิล ทั้งนี้ ทำเนียบขาวไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเก็บภาษี รวมถึงประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ภาษีใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้กำลังทหารหากอิหร่านสังหารผู้ประท้วง ขณะที่ แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) ว่า “ตัวเลือกทางทหาร รวมถึงการโจมตีทางอากาศ ยังคง ‘อยู่ในระหว่างการพิจารณา’”
อย่างไรก็ดี ค่าเงินของอิหร่านลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 40% ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น น้ำมันปรุงอาหารและเนื้อสัตว์
ความโกรธเคืองต่อค่าเงินเรียลของอิหร่านที่ร่วงลงอย่างรวดเร็วได้จุดประกายการประท้วงในช่วงปลายเดือนธันวาคม จนรัฐบาลต้องออกมาขู่ว่าจะปราบปรามอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันก็มีรายงานจากสำนักข่าวสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งระบุว่า พบผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงแล้วเกือบ 600 ราย และมีผู้ถูกจับกุมทะลุ 10,000 ราย
และเนื่องจากการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตั้งแต่เย็นวันพฤหัสบดี (8 ม.ค.) ทำให้การเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลเป็นไปได้ยาก สำนักข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่จึงไม่สามารถรายงานข่าวจากภายในอิหร่านได้
(Photo by : ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP)





