ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคาร (26 ส.ค.) ว่า รัฐบาลของเขาจะเรียกร้องให้มี ‘โทษประหารชีวิต’ สำหรับคดีฆาตกรรมทั้งหมดในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นับเป็นการยกระดับการแสดงแสนยานุภาพครั้งล่าสุดของเขาในเมืองหลวงของสหรัฐฯ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรม
ทรัมป์ประกาศในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า “โทษประหารชีวิตเป็น ‘มาตรการป้องกันที่เข้มแข็งมาก’” โดยย้ำถึงความเชื่อที่เขายึดถือมานานว่า ‘อาชญากรก่ออาชญากรรมเพราะพวกเขาไม่กลัวผลที่ตามมา’ “ผมไม่รู้ว่าเราพร้อมสำหรับเรื่องนี้ในประเทศนี้หรือไม่ เราไม่มีทางเลือก” แต่ยังไม่ชัดเจนว่าทรัมป์จะดำเนินการตามคำสั่งนี้อย่างไร
สำหรับคดีฆาตกรรมระดับรัฐบาลกลาง ทรัมป์ได้ฟื้นฟูอำนาจของอัยการรัฐบาลกลางด้วยการเรียกร้องให้มีโทษประหารชีวิตแล้ว แต่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฆาตกรรมท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.นั้น ในปัจจุบันยังไม่มีโทษประหารชีวิต เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เมื่อปี 1972
แต่ทรัมป์อาจตั้งใจส่งสัญญาณว่าเขาจะขอให้รัฐสภา ซึ่งมีอำนาจเหนือกฎหมายท้องถิ่นอย่างมาก ฟื้นโทษประหารชีวิตในกฎหมายท้องถิ่นของกรุงวอชิงตันและทำให้เป็นข้อบังคับ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในกรณีใดๆ ศาลฎีกาก็ได้ตัดสินว่า ‘โทษประหารชีวิตเป็นโทษบังคับซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว’
นักโทษคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตในกรุงวอชิงตันนั้นถูกประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าในปี 1957 และต่อมา ชาวกรุงวอชิงตันส่วนใหญ่ก็ได้คัดค้านการใช้โทษประหารชีวิตด้วยการลงประชามติในปี 1992
“การเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการในรูปแบบใดก็ตาม จะเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินคดีฆาตกรรมในกรุงวอชิงตันไปอย่างมาก นี่จะเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างมหาศาล เพราะคดีโทษประหารชีวิตมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคดีอาญาอื่นๆ ที่ไม่ได้มีโทษประหารชีวิตหลายเท่า ดังนั้น คดีประหารชีวิตจึงใช้เวลานานกว่ามาก และต้องใช้เวลาในการพิจารณาคดีนานมากด้วย”
— โรบิน เอ็ม. มาเฮอร์ ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ข้อมูลโทษประหารชีวิต ซึ่งศึกษาการใช้โทษประหารชีวิต กล่าว
มาเฮอร์ตั้งข้อสังเกตว่าคดีโทษประหารชีวิตมีกฎระเบียบและข้อจำกัดเพิ่มเติมมากมาย อีกทั้งอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการอุทธรณ์หลังจากมีคำพิพากษาประหารชีวิต ตัวอย่างเช่น ปีที่แล้ว รัฐเท็กซัสได้สั่งประหารชีวิตชายคนหนึ่งในข้อหาข่มขืนและฆาตกรรม หลังจากที่เขาถูกตัดสินประหารชีวิตครั้งแรกไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้พิพากษาในรัฐเท็กซัสก็ได้ตัดสินว่าหญิงคนหนึ่งที่ถูกคุมขังในคุกโทษประหาร ‘ไม่มีความผิด’ จากคดีฆาตกรรมลูกสาววัย 2 ขวบของเธอ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เธอถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อ 17 ปีก่อน
มาเฮอร์กล่าวว่า “กระบวนการทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ระบบยุติธรรมทางอาญาในเมืองเกิดความล่าช้าอย่างรุนแรง ถ้าเขา (ทรัมป์) ต้องการให้มีการตัดสินโทษประหารในทุกคดีที่เป็นไปได้ แม้ว่าการก่ออาชญากรรมรุนแรงในวอชิงตัน ดี.ซี. จะลดลงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอาชญากรรมเหล่านั้นอยู่มากพอที่จะทำให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีจนทำให้ระบบกฎหมายล่มสลายได้อย่างสมบูรณ์”
ตลอดชีวิตส่วนใหญ่ของทรัมป์ เขาได้สนับสนุนการประหารชีวิตอาชญากรที่ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดี ‘Central Park Five’ ในปี 1989 ซึ่งเป็นคดีที่เด็กชายชาวแอฟริกัน-อเมริกันและลาตินจำนวน 5 คน ถูกตัดสินว่า ‘มีความผิดอย่างไม่เป็นธรรม’ ในข้อหาข่มขืนสาวนักวิ่งออกกำลังกายในนิวยอร์กซิตี้
ในฐานะประธานาธิบดี ทรัมป์ได้พยายามเปลี่ยนจากการสนับสนุนโทษประหารชีวิตให้เป็น ‘นโยบายระดับชาติ’ หลังจากกลับมาใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรกเมื่อปี 2020 รัฐบาลทรัมป์ได้เร่งประหารชีวิตนักโทษประหารหลายคนในช่วงวันสุดท้ายก่อนที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้ต่อต้านโทษประหารชีวิตจะเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ได้สั่งประหารชีวิตนักโทษประหารไปมากกว่าทั้ง 50 รัฐรวมกันในปีนั้น
แต่หลังจากที่ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง เขาก็ได้ละเว้นโทษประหารชีวิตแก่นักโทษหลายคนที่ทรัมป์เคยพยายามจะสั่งประหาร และได้ลดโทษให้นักโทษประหารส่วนใหญ่เหลือเพียง ‘จำคุกตลอดชีวิต’
(Photo by Mandel NGAN / AFP)




