“ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะไม่มีทางได้รับชัยชนะเหนือระบบการปกครองของอิหร่านที่มีอุดมการณ์และกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดได้ง่ายๆ แม้ทรัมป์จะกล่าวว่า ‘เป้าหมายของเขาในอิหร่านคือการเอาชนะ’”
— บาร์บารา สลาวิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันคลังสมอง ‘Stimson Center’ กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “อิหร่านมีแนวโน้มที่จะตอบโต้กลับอย่างมีนัยสำคัญต่อการโจมตีใดๆ ต่อรัฐบาลกลางของพวกเขา ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่ตอบแค่เชิงสัญลักษณ์ตอนสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 และการลอบสังหารนายพลกอเซม โซเลย์มอนี ในปี 2020”
การโจมตีเพื่อสังหารผู้นำสูงสุด อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ อาจ ‘ล้มเหลว’ ในการโค่นล้มระบอบการปกครอง และอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงมากยิ่งขึ้น ส่วนสงครามที่ยืดเยื้อของสหรัฐฯ อาจพิสูจน์ได้ว่า “เป็นหายนะและมีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับสหรัฐฯ และภูมิภาคตะวันออกกลาง”
“ทุกทางเลือกล้วนนั้นแย่ทั้งหมดเลย...มันยากมากที่จะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากคุณทำ ‘A’ หรือ ‘B’ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร? และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระบอบการปกครองรู้สึกว่าถูกต้อนจนหลังชนฝาแล้ว พวกเขาก็อาจจะตอบโต้ด้วยวิธีการที่น่าสยดสยองอย่างยิ่งต่อกองกำลังอเมริกันในภูมิภาค และต่อพันธมิตร”
— สลาวิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันคลังสมอง ‘Stimson Center’ กล่าว
ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ปี 2026 ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วอิหร่าน ทรัมป์ได้ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงทางทหารต่ออิหร่าน หากทางการสังหารผู้ประท้วง “หากอิหร่านยิงและสังหารผู้ประท้วง สหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยเหลือ เราพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติการ” ทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 2 มกราคม
ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ย้ำคำขู่นั้นหลายครั้ง และเรียกร้องให้ผู้ประท้วงเข้ายึดครองสถาบันของรัฐ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่า “ความช่วยเหลือกำลังจะมาถึงในไม่ช้า” แต่รัฐบาลอิหร่านได้ดำเนินการปราบปรามอย่างรุนแรง จนจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทะลุเป็นหลัก 2 พันราย
หลายฝ่ายมองว่าสหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านในไม่ช้า ขณะที่ชาติพันธมิตรตะวันออกกลางก็ออกมาเตือนด้วยเช่นกันว่า “อาจเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ทั่วตะวันออกกลาง หากทรัมป์โจมตีอิหร่านทางอากาศ” แต่เมื่อวันพุธ (14 ม.ค.) ทางการอิหร่านได้ออกมาบอกว่า พวกเขา ‘จะไม่สั่งประหารชีวิต’ ผู้ประท้วงแล้ว จากนั้นในวันศุกร์ (16 ม.ค.) ทรัมป์ก็ออกมาขอบคุณที่รัฐบาลอิหร่าน ‘ยกเลิก’ การประหารชีวิตผู้ประท้วง 800 รายที่มีกำหนดจะประหารในวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.)
แม้จะมีความเสี่ยงจากการปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน แต่ศัตรูของอิหร่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายคนในแวดวงของทรัมป์ มองเห็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะโค่นล้มระบบการปกครองของอิหร่าน
นับตั้งแต่ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างใหญ่หลวงและรอดพ้นจากสงคราม การคว่ำบาตร และความไม่สงบภายในประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ 47 ปีของประเทศ”
สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า เขาหวังว่าจะมีทางออกทางการทูต และได้สรุปข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ได้แก่ :
- ยุติการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์
- ยุติการส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง
- ลดขนาดโครงการขีปนาวุธ
- ยุติการสนับสนุน ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ อย่างกลุ่ม ‘ฮิซบุลเลาะห์’
“สหรัฐฯ กำลังเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน และกำลังเปลี่ยนเงื่อนไขของข้อตกลง ผมมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่การเจรจาทางการทูตจะประสบความสำเร็จ เว้นแต่จะมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายที่แท้จริงของสหรัฐฯ อย่างลึกซึ้ง อย่างน้อยก็ในสถานการณ์นี้ ผมไม่ค่อยมั่นใจว่าการเจรจาทางการทูตในรูปแบบที่รัฐบาลทรัมป์กำลังวางแผนอยู่นั้นจะประสบความสำเร็จ”
— ทริตา ปาร์ซี สถาบันวิจัย ‘Quincy Institute’ กล่าว
ทางการอิหร่านบอกว่าการประท้วงทั้งหมดเป็น ‘แผนสมรู้ร่วมคิด’ ของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยอ้างถึงรายงานของสื่ออิสราเอลที่ระบุว่า “มีสายลับต่างชาติแอบให้อาวุธผู้ประท้วงเพื่อสังหารเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและโจมตีสถาบันของรัฐ”
อิหร่านยังประกาศว่า “จะตอบโต้กลับอย่างรุนแรงต่อการโจมตีจากภายนอกใดๆ ก็ตาม” แต่ สลาวินกล่าวว่า “มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะประนีประนอมในประเด็นนิวเคลียร์และยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร”
“นั่นจะเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างมาก หลายคนอาจกล่าวหาทรัมป์ว่า ‘ทรยศ’ ต่อผู้ประท้วง แต่ฉันคิดว่าเขาอาจจะยอมรับข้อตกลงแบบนั้นและเรียกมันว่า ‘ชัยชนะครั้งใหญ่’ ก็ได้”
— สลาวิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันคลังสมอง ‘Stimson Center’ บอกกับ Al jazeera
(Photo by : AHMAD AL-RUBAYE / AFP)





