ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (Defense Production Act) เพื่อบังคับให้บริษัทด้านความมั่นคงเร่งผลิตอาวุธเพิ่มขึ้น หลังจากสงครามกับอิหร่านทำให้คลังแสงอาวุธของประเทศลดลง
ในเอกสารที่ลงนามเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์เผยว่า “‘มีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่อาจเป็นภัยคุกคาม’ โดยตรงต่อการป้องกันประเทศหรือแผนการเตรียมความพร้อมของกองทัพ”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อจำกัดเชิงระบบในฐานอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ ซึ่งรวมถึงกำลังการผลิตที่จำกัด ห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง การต้องพึ่งพากระบวนการผลิตที่ใช้เวลานาน และปัญหาคอขวดในขั้นตอนการผลิตที่เกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของสหรัฐฯ ในการผลิต การบำรุงรักษา และการขยายปริมาณยุทโธปกรณ์ ขีปนาวุธ รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการป้องกันประเทศ”
— รายงานระบุ
การสั่งการดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ในการบังคับให้บริษัทเอกชนต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิต และเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลของทรัมป์กำลังมีความกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับคลังอาวุธของเพนตากอน หลังจากเสร็จสิ้นสงครามกับอิหร่าน รวมถึงความขัดแย้งในฉนวนกาซาและยูเครน ซึ่งสหรัฐฯ ได้ส่งมอบอาวุธสนับสนุนให้แก่อิสราเอลและยูเครนไปก่อนหน้านี้
จากข้อมูลที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ระบุว่า “ที่ผ่านมา เพนตากอนมีความกังวลมาโดยตลอดเกี่ยวกับความสามารถของภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในการผลิตอาวุธให้ได้เร็วพอ และความกังวลเหล่านั้นยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้สหรัฐฯ สูญเสียคลังขีปนาวุธหลักไปเป็นจำนวนมาก”
เมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า “ช่วงสองวันสุดท้ายของสงครามนั้น ‘รุนแรงและโหดร้ายมาก’ และมีการใช้ระเบิดมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,500 ล้านบาท) ไปในภารกิจดังกล่าว”
เมื่อวันอาทิตย์ (14 มิ.ย.) ที่ผ่านมา หรือ 3 วันหลังจากที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งใช้กฎหมายว่าด้วยการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ ด้าน พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดเผยกับ CBS News ว่า “คลังอาวุธของสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในขั้นวิกฤต และเรื่องนี้เป็นเพียง ‘เรื่องที่นักข่าวแต่งขึ้นมาเพื่อประโคมข่าวเอง’”
ทว่าในทางลับ ปริมาณยุทโธปกรณ์ที่ลดลงกลับเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมากให้กับเพนตากอน โดยผลวิเคราะห์ล่าสุดจากศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) พบว่า “สหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธโจมตีแม่นยำสูงไปแล้วอย่างน้อย 45% รวมถึงใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นในระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต และระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของคลังแสงทั้งหมด”
กฎหมายว่าด้วยการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศเป็นกฎหมายจากยุคทศวรรษ 1950 ซึ่งสำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลางของรัฐบาลกลาง (FEMA) ระบุว่าเป็น “แหล่งที่มาหลักของอำนาจประธานาธิบดีในการเร่งรัดและขยายการจัดหาทรัพยากรจากฐานอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านการทหาร พลังงาน อวกาศ และความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ”
กฎหมายฉบับนี้ช่วยให้ประธานาธิบดีสามารถบังคับให้บริษัทเอกชนจัดลำดับความสำคัญของสัญญาจ้างผลิตเพื่อส่งมอบสิ่งของที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก สามารถสร้างแรงจูงใจให้ฐานอุตสาหกรรมผลิตวัสดุที่จำเป็น และยังให้สิทธิ์รัฐบาลอย่างกว้างขวางในการทำข้อตกลงร่วมกับบริษัทเอกชนต่างๆ
กฎหมายฉบับนี้ถูกนำมาใช้หลายครั้งในอดีตเพื่อภารกิจที่หลากหลาย โดยทรัมป์เคยประกาศใช้กฎหมายนี้มาแล้วในช่วงการระบาดของโควิด-19 ในวาระแรกของเขาเพื่อผลิตอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องช่วยหายใจ และในช่วงเริ่มต้นวาระที่สองเพื่อเร่งการผลิตแร่ธาตุภายในสหรัฐฯ ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็เคยประกาศใช้กฎหมายนี้เช่นกันเพื่อเร่งการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในประเทศ
CNN รายงานว่า ก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะเริ่มต้นขึ้นนั้น พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม ได้เคยเตือนแล้วว่า “ปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อต่ออิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อคลังอาวุธของสหรัฐฯ”
“การใช้ยุทโธปกรณ์ในปริมาณสูงได้สร้างช่องว่างที่ทำให้สหรัฐฯ เสี่ยงอันตรายมากขึ้นในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก เราต้องใช้เวลา 1-4 ปีในการเติมเต็มคลังแสงเหล่านี้ และต้องใช้เวลาอีกหลายปีหลังจากนั้นเพื่อขยายปริมาณอาวุธให้ได้ตามเป้าหมายที่ควรจะเป็น”
— มาร์ก แคนเซียน อดีตพันเอกของกองนาวิกโยธินสหรัฐฯ บอกกับ CNN
(Photo by MANDEL NGAN / AFP)




