ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาประกาศสั่งทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในระดับเดียวกัน กับจีนและรัสเซีย ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหมู่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ที่ตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้งหลังหยุดไป 33 ปี
ทรัมป์กล่าวกับสื่อมวลชนบนเครื่องบิน Air Force One ว่า สหรัฐฯ หยุดทดสอบนิวเคลียร์มาหลายปีแล้ว และมันสมควรจะเริ่มใหม่เพราะประเทศอื่นกำลังทดสอบ โดยสหรัฐฯ ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1992 ส่วนรัสเซียทดสอบล่าสุดเมื่อปี 1990 ขณะที่เกาหลีเหนือเป็นประเทศเดียวที่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในศตวรรษนี้
ความสับสนเรื่องการตีความ
เฮโลอีส ฟาเย็ต นักวิจัยจากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศฝรั่งเศส ระบุว่าไม่ชัดเจนว่าทรัมป์หมายถึงอะไรกันแน่ อาจเป็นการทดสอบขีปนาวุธ แต่สหรัฐฯ ทำอยู่แล้ว หรืออาจเป็นการทดสอบระดับต่ำ แต่ไม่คิดว่าเขาเข้าใจเทคโนโลยีในระดับนั้น หรือเป็นการทดสอบจริง แต่มีแค่เกาหลีเหนือที่ทำ
วิลเลียม อัลเบอร์ก อดีตหัวหน้าศูนย์ไม่แพร่อาวุธนิวเคลียร์ของนาโต เชื่อว่าทรัมป์หมายถึงการทดสอบหัวรบนิวเคลียร์ โดยเฉพาะหลังจากปูตินประกาศทดสอบขีปนาวุธ Burevestnik และโดรนใต้น้ำ Poseidon ที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ แม้เครมลินจะชี้แจงว่าไม่ใช่การทดสอบอาวุธปรมาณู
ความเป็นไปได้และผลกระทบ
นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าทรัมป์อาจหมายถึงการทดสอบระดับต่ำ ซึ่งจีนและรัสเซียดำเนินการอยู่โดยปล่อยพลังงานบ้าง แต่อยู่ในขอบเขตที่กำหนด ขณะที่สหรัฐฯ ใช้วิธีจำกัดมากกว่าโดยไม่ปล่อยพลังงาน
มูลนิธิ Heritage Foundation กลุ่มนักคิดอนุรักษนิยมที่มีอิทธิพล เคยรายงานในเดือนมกราคมว่า อเมริกาต้องเตรียมพร้อมทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ อ้างถึงสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เสื่อมถอย
ความกังวลจากผู้เชี่ยวชาญ
แดริล คิมบอลล์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมควบคุมอาวุธในวอชิงตัน วิจารณ์นโยบายของทรัมป์ว่า ไร้เหตุผล เรียกร้องการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์วันหนึ่ง แล้วขู่ทดสอบนิวเคลียร์วันถัดมา โดยเตือนว่าการกลับมาทดสอบอาจกระตุ้นปฏิกิริยาลูกโซ่การทดสอบจากประเทศคู่แข่ง และทำลายสนธิสัญญาไม่แพร่อาวุธนิวเคลียร์
ปูตินเคยกล่าวไว้ว่า หากสหรัฐฯ ทดสอบ รัสเซียก็จะทดสอบเช่นกัน ทำให้ความกังวลเรื่องการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์รอบใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมาก






