ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.) ว่า เขาได้อนุมัติให้เกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศเล็กๆ ที่ครอบครองเรือประเภทนี้ โดยเรือดำน้ำลำดังกล่าวจะสร้างขึ้นที่อู่ต่อเรือในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งบริษัทเกาหลีใต้ได้เพิ่มการลงทุน
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบปะกับประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ และผู้นำคนอื่นๆ ระหว่างการเยือนเกาหลีใต้ครั้งนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า “เกาหลีใต้ตกลงที่จะซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐฯ ในปริมาณมหาศาล”
ข้อจำกัดด้านนิวเคลียร์กำลังผ่อนปรนลงหรือไม่...?
เกาหลีใต้ถูกห้ามไม่ให้นำเชื้อเพลิงนิวเคลียร์กลับมาใช้ใหม่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงระหว่างทั้งสองประเทศ “ผมได้อนุมัติให้พวกเขาสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ แทนที่จะเป็นเรือดำน้ำดีเซลแบบเก่าที่มีความคล่องตัวน้อยกว่ามากอย่างที่พวกเขามีอยู่ในปัจจุบัน” ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันพฤหัสบดี (30 ต.ค.)
แม้ว่าเกาหลีใต้จะมีอุตสาหกรรมต่อเรือที่ซับซ้อน แต่ทรัมป์ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนสำหรับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ครอบครอง
อีกล่าวเมื่อเมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า “การที่สหรัฐฯ อนุญาตให้เกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์หลายลำที่ติดตั้งอาวุธทั่วไป จะช่วยลดภาระของกองทัพสหรัฐฯ ได้อย่างมาก”
นอกจากนี้ อี ยังได้ขออนุญาตสหรัฐฯ ให้เกาหลีใต้นำ ‘เชื้อเพลิงนิวเคลียร์’ กลับมาใช้ใหม่ หรือการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเป็นสิ่งที่ในปัจจุบันยังไม่ได้รับอนุญาตภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสองประเทศ แม้ว่าเกาหลีใต้จะมีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สำหรับผลิตพลังงานของตัวเองก็ตาม
แต่การอนุมัติสร้างเรือดำน้ำก่อให้เกิดคำถาม...
แดริล คิมบัลล์ ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมควบคุมอาวุธ (Arms Control Association) ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า “ประเด็นที่เกาหลีใต้จัดหาเรือดำน้ำดังกล่าว ‘ก่อให้เกิดคำถามมากมาย’ เช่นเดียวกับข้อตกลง ‘AUKUS’ (ความร่วมมือด้านความมั่นคงไตรภาคีระหว่าง ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และ สหรัฐฯ) ที่น่าจะกำลังมองหาระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ที่เหมาะสมสำหรับเรือดำน้ำ รวมถึงเชื้อเพลิงจากสหรัฐฯ”
“เรือดำน้ำดังกล่าวมักเกี่ยวข้องกับการใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง และจำเป็นต้องมีระบบการป้องกันแบบใหม่ที่ซับซ้อนมาก...ในทางเทคนิคและการทหาร เกาหลีใต้ยังคงไม่จำเป็นที่จะต้องจัดหาเทคโนโลยีเพื่อสกัดพลูโทเนียมซึ่งสามารถใช้ทำอาวุธได้จากเชื้อเพลิงใช้แล้ว หรือจัดหาความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่สามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้เช่นกัน”
— คิมบัลล์ กล่าว
คิมบัลล์ กล่าวเสริมว่า “หากสหรัฐฯ ต้องการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก รัฐบาลทรัมป์ควรต่อต้านการยื่นข้อเสนอดังกล่าวจากพันธมิตรอย่างแข็งขัน เช่นเดียวกับที่พยายามปฏิเสธไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าถึงเทคโนโลยีที่ใช้งานได้สองทางเหล่านี้”
ขณะที่ คิม ดง-ยอบ ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาเกาหลีเหนือ มหาวิทยาลัยคยองนัม กล่าวว่า “การประชุมสุดยอดระหว่างอี-ทรัมป์ได้กำหนด ‘แผนธุรกรรมการรับประกันความมั่นคงและการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ’ อย่างเป็นทางการ เพื่อรักษาการป้องปรามและพันธมิตรที่ขยายออกไป เพื่อแลกกับการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีใต้ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และการลงทุนของสหรัฐฯ”
“ท้ายที่สุดแล้ว การประชุมสุดยอดเกาหลีใต้-สหรัฐฯ ครั้งนี้สามารถสรุปได้คำเดียวว่า การนำพันธมิตรไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และการทำให้สันติภาพกลายเป็นสินค้า ปัญหาก็คือ ความสมดุลของข้อตกลงนั้นมุ่งไปที่ผลประโยชน์ของอเมริกาสูงสุด มากกว่าอำนาจปกครองตัวเองของคาบสมุทรเกาหลี”
— คิม ดง-ยอบ กล่าว
(Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP)





