
ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวเมื่อวันพุธ (8 พ.ย.) ว่า อาชญากรรมสงครามเกิดขึ้นจากทั้งอิสราเอล และฮามาส ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว
“ความโหดร้ายที่กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์กระทำเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม เช่นเดียวกับการไม่ยอมปล่อยตัวประกัน การลงโทษพลเรือนปาเลสไตน์แบบเหมารวมโดยอิสราเอลก็ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม เช่นเดียวกับการบังคับอพยพพลเรือนโดยผิดกฎหมาย” โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวที่จุดข้ามราฟาห์ในอียิปต์ บริเวณชายแดนติดกับฉนวนกาซา
เมื่อพูดถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ขนส่งผ่านจุดข้ามแดนราฟาห์ เติร์กกล่าวว่า เส้นชีวิตนี้บางลงอย่างไม่ยุติธรรมและอย่างน่าตกใจ
อิสราเอลทิ้งระเบิดถล่มฉนวนกาซาอย่างไม่ลดละเพื่อตอบโต้การโจมตีข้ามพรมแดนของกลุ่มฮามาสทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. การโจมตีของอิสราเอลได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 10,500 ราย รวมทั้งผู้หญิงและเด็กจำนวนมาก
“ผมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายตกลงหยุดยิงในตอนนี้” เติร์กกล่าว
เขาเสริมว่ามีความจำเป็นด้านสิทธิมนุษยชน 3 ประการ ได้แก่ การส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่เพียงพอแก่ฉนวนกาซา การปล่อยตัวตัวประกัน และดำเนินการยุติการยึดครองที่ยั่งยืน
อิสราเอลไม่ฟังเสียงเรียกร้องของสหประชาชาติและกลุ่มประเทศ G7 ให้หยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมในสงครามเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานในฉนวนกาซา โดยกล่าวว่า จะไม่หยุดยิงจนกว่าตัวประกันจะได้รับการปล่อยตัว ด้านฮามาสกล่าวว่า จะไม่หยุดสู้รบในขณะที่ฉนวนกาซาถูกโจมตี
“แม้ในบริบทของการยึดครองมา 56 ปี สถานการณ์นี้ถือเป็นสถานการณ์ที่อันตรายที่สุดที่เราเผชิญสำหรับผู้คนในฉนวนกาซา ในอิสราเอล ในเวสต์แบงก์ รวมถึงในระดับภูมิภาคด้วย” เติร์กกล่าว
Photo by Mahmud HAMS / AFP




