กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าได้ยิงโดรนโจมตีแบบพลีชีพของอิหร่านตกไป 4 ลำ ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “โดรนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามที่อยู่ในระยะกระชั้นชิดต่อการจราจรทางทะเลในภูมิภาค”
“หลังจากนั้นกองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีสถานีเรดาร์เฝ้าตรวจชายฝั่งของอิหร่านในเมืองโกฮรุก และบนเกาะเกชม์ เพื่อป้องกันการโจมตีเพิ่มเติม” กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุในแถลงการณ์
ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพอากาศสหรัฐฯ 2 แห่งในคูเวต และฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน
กองทัพคูเวตแถลงว่า “ได้ปฏิบัติการตอบโต้ภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนของฝ่ายศัตรูในช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ (6 มิ.ย.) นี้ หลังจากที่มีเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นในหลายพื้นที่”
“คณะเสนาธิการร่วมแห่งกองทัพคูเวตขอยืนยันว่า เสียงระเบิดใดๆ ก็ตามที่อาจได้ยินนั้น เป็นผลมาจากระบบป้องกันภัยทางอากาศที่กำลังสกัดกั้นวัตถุเป้าหมายของฝ่ายศัตรู” กองทัพคูเวตโพสต์บน X ในเวลาเกือบ 04:00 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปิดสัญญาณเตือนภัยครั้งแรก
Centcom เปิดเผยว่า “ผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า จากขีปนาวุธของอิหร่านทั้งหมด 7 ลูกที่ยิงไปยังสองประเทศในอ่าวเปอร์เซีย มี 6 ลูกถูกสกัดกั้นไว้ได้ และอีก 1 ลูกตกไม่ถึงเป้าหมาย”
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นการยกระดับความรุนแรงที่สั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างทั้งสองประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 60 คน จากเหตุโดรนอิหร่านโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคูเวตเมื่อวันพุธ (3 มิ.ย.) ที่ผ่านมา
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการโจมตีสนามบินคูเวต โดยอ้างว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของระบบสกัดกั้นขีปนาวุธของสหรัฐฯ ด้าน Centcom ก็ระบุว่า “ข้ออ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่า “อิหร่านโจมตีสนามบินคูเวตโดยเจตนา มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า และเป็นการกระทำที่ไร้ความชอบธรรม”
อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ และอิหร่านมักจะเจรจากันทางอ้อมเป็นส่วนใหญ่ เพื่อบรรลุข้อตกลงชั่วคราวในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน 3 เดือน ซึ่งข้อตกลงนี้จะเว้นประเด็นต่าง ๆ รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไว้สำหรับการเจรจากันต่อไปในอนาคต แต่ท่ามกลางการปะทะกันเป็นระยะๆ ข้อตกลงดังกล่าวก็ยังคงริบหรี่และเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น จากปัญหาราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบีบให้เขาต้องยุติสงครามลง “แม้โรงงานผลิตโดรนและขีปนาวุธส่วนใหญ่ของอิหร่านจะถูกทำลายไปแล้ว แต่อิหร่านก็ยังคงมีขีปนาวุธเหลืออยู่ราวๆ 1 ใน 5 ของทั้งหมด” ทรัมป์บอกกับสำนักข่าว NBC
“พวกเขายังมีขีปนาวุธ และมีโดรนอยู่บ้าง ถ้าให้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว น่าจะเหลือขีปนาวุธอยู่ประมาณ 21-22% ซึ่งมันก็ถือเป็นจำนวนที่เยอะอยู่ แต่ก็ไม่มากเท่ากับตอนที่เราโจมตีครั้งแรกพวกเขาในตอนแรก”
— ทรัมป์ กล่าว
(Photo by SEPAH NEWS / AFP)





