แหล่งข่าว 5 คนที่คุ้นเคยกับหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ระบุว่า “สหรัฐฯ ทำลายคลังขีปนาวุธขนาดใหญ่ของอิหร่านไปประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น” ท่ามกลางสงครามกับอิหร่านที่ครบ 1 เดือนแล้ว
“การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ น่าจะสร้างความเสียหาย ทำลาย หรือทำให้ขีปนาวุธเหล่านั้นติดอยู่ในอุโมงค์และบังเกอร์ใต้ดิน” แหล่งข่าว 4 รายไม่เปิดเผยชื่อ กล่าว
การประเมินนี้ ซึ่งไม่เคยมีการรายงานมาก่อน แสดงให้เห็นว่า “แม้ขีปนาวุธส่วนใหญ่ของอิหร่านจะถูกทำลายหรือเข้าถึงไม่ได้แล้ว แต่อิหร่านยังคงมีคลังขีปนาวุธจำนวนมาก และอาจสามารถกู้คืนขีปนาวุธที่ถูกฝัง หรือเสียหายบางส่วนได้เมื่อการสู้รบยุติลง”
ข้อมูลข่าวกรองนี้ขัดแย้งกับคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันพฤหัสบดี (26 มี.ค.) ที่ผ่านมาว่า “อิหร่านเหลือขีปนาวุธอยู่ ‘น้อยมาก’”
เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า “การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านลดลงประมาณ 90% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม” ขณะที่กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า “สหรัฐฯ ได้สร้างความเสียหาย หรือทำลายโรงงานผลิตขีปนาวุธ โดรน และเรือรบ รวมถึงอู่ต่อเรือของอิหร่านไปแล้วกว่า 66%”
เซธ มอลตัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต อดีตนาวิกโยธินที่เคยประจำการในอิรัก 4 ครั้ง ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการตรวจสอบของ Reuters แต่เขาโต้แย้งคำกล่าวอ้างของทรัมป์เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามต่อคลังอาวุธของอิหร่าน
“ถ้าอิหร่านฉลาด พวกเขาคงจะเก็บรักษาสมรรถนะบางส่วนไว้ พวกเขาจะไม่ใช้ทุกอย่างที่มี และพวกเขากำลังซุ่มรออยู่”
— มอลตัน กล่าว
ขีปนาวุธของอิหร่านเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ

การโจมตีของสหรัฐฯ ได้ทำลายเป้าหมายทางทหารของอิหร่านไปแล้วกว่า 10,000 แห่ง ณ วันพุธ (25 มี.ค.) และได้จมเรือรบขนาดใหญ่ของกองทัพเรืออิหร่านไปแล้ว 92% นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ยังได้เผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นถึงการโจมตีโรงงานผลิตอาวุธของอิหร่าน และเน้นย้ำว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่คลังขีปนาวุธและโดรนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่ผลิตอาวุธเหล่านั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางปฏิเสธที่จะระบุอย่างแน่ชัดว่าขีดความสามารถด้านขีปนาวุธหรือโดรนของอิหร่านถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใด
“ส่วนหนึ่งของปัญหาคือ การหาจำนวนขีปนาวุธของอิหร่านที่ถูกเก็บไว้ในบังเกอร์ใต้ดินก่อนเริ่มสงคราม ซึ่งสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยการประเมินขนาดคลังขีปนาวุธของอิหร่านก่อนสงคราม”
— แหล่งข่าวรายหนึ่ง กล่าว
เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลกล่าวว่า “อิหร่านมีขีปนาวุธข้ามทวีป 2,500 ลูกที่สามารถโจมตีอิสราเอลได้ก่อนเริ่มสงคราม” ส่วนฐานยิงขีปนาวุธกว่า 335 แห่งถูก ‘ทำลาย’ แล้ว ซึ่งคิดเป็น 70% ของศักยภาพการยิงของอิหร่าน
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่อิสราเอลยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่าอิหร่านยังมีขีปนาวุธอยู่จริงกี่ลูก แต่พวกเขายอมรับว่า “การกำจัด 30% สุดท้ายของขีดความสามารถของอิหร่านจะทำได้ยากกว่าเดิม”
นิโคล กราเจฟสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านกองกำลังขีปนาวุธของอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งสถาบันรัฐศาสตร์ในปารีส กล่าวว่า “รัฐบาลทรัมป์อาจกล่าวเกินจริงถึงผลกระทบจากการโจมตีของสหรัฐฯ ต่อขีดความสามารถของอิหร่าน”
กราเจฟสกีชี้ให้เห็นว่าอิหร่านยังคงสามารถโจมตีจากฐานทัพบิด คาเนห์ได้ แม้ว่าจะถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักแล้วก็ตาม “ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขา (อิหร่าน) ยังยืนหยัดได้ บ่งชี้ว่าสหรัฐฯ อาจกล่าวเกินจริงถึงความสำเร็จของการปฏิบัติการทหาร...อิหร่านยังคงมีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธอยู่ประมาณ 30%”
“อิหร่านมีฐานทัพใต้ดินขนาดใหญ่มากกว่าสิบแห่งที่สามารถเก็บเครื่องยิงและขีปนาวุธได้ คำถามสำคัญคือ ฐานทัพเหล่านี้พังทลายลงแล้วหรือไม่”
— กราเจฟสกี กล่าว
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งแสดงความสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของสหรัฐฯ ในการประเมินศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่านได้อย่างแม่นยำ โดยส่วนหนึ่งเพราะไม่แน่ชัดว่ามีขีปนาวุธจำนวนเท่าใดที่อยู่ใต้ดินและยังสามารถนำมาใช้การได้
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยอมรับถึงความท้าทายที่เกิดจากการขุดอุโมงค์ของอิหร่าน “อิหร่านเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ เช่นเดียวกับกลุ่มฮามาสและอุโมงค์ของพวกเขา (ในฉนวนกาซา) พวกเขาได้เทงบช่วยเหลือ การพัฒนาเศรษฐกิจ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งหมดไปกับการสร้างอุโมงค์และจรวด”
“แต่เรากำลังไล่ล่าพวกเขาอย่างเป็นระบบ เด็ดขาด และเหนือชั้น ในแบบที่ไม่มีกองทัพใดในโลกทำได้...” เฮกเซธ กล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ของขีปนาวุธ หรือโดรนที่ถูกทำลาย
(Photo by IRIB TV / AFP)





