รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนแผน สั่ง ‘ยกเลิกนัดสัมภาษณ์วีซ่าถาวร’ ทั่วโลก อ้างอบรมเจ้าหน้าที่คัดกรองคนเข้าเมือง

26 ส.ค. 2569 - 15:18

  • เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า “รัฐบาลทรัมป์ ได้สั่ง ‘ระงับ’ การพิจารณาคำร้องขอวีซ่าถาวรของสหรัฐฯ ทั้งหมดชั่วคราว”

  • เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังดำเนินการยกระดับความเข้มงวดและจำกัดการเข้าเมืองของผู้ยื่นวีซ่าที่ทางรัฐบาลประเมินว่า “มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาพึ่งพาเงินช่วยเหลือ หรือสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคต”

รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนแผน สั่ง ‘ยกเลิกนัดสัมภาษณ์วีซ่าถาวร’ ทั่วโลก อ้างอบรมเจ้าหน้าที่คัดกรองคนเข้าเมือง

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อวันอังคาร (25 ส.ค.) ที่ผ่านมาว่า “รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่ง ‘ระงับ’ การพิจารณาคำร้องขอวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) ของสหรัฐฯ ทั้งหมดชั่วคราว เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังดำเนินการยกระดับความเข้มงวดและจำกัดการเข้าเมืองของผู้ยื่นวีซ่าที่ทางรัฐบาลประเมินว่า “มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาพึ่งพาเงินช่วยเหลือ หรือสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคต” 

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า “มาตรการนี้เริ่มใช้ในสถานทูตและสถานกงสุลทุกแห่งตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ต้องเลื่อนเวลานัดสัมภาษณ์วีซ่าออกไปก่อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ารับ ‘การฝึกอบรมเชิงลึก’” 

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้พัฒนาแนวทางปฏิบัติฉบับปรับปรุงใหม่มาตั้งแต่ต้นปี เพื่อเตรียมความพร้อมให้เจ้าหน้าที่กงสุลทุกคนสามารถตรวจสอบและประเมินผู้ยื่นขอวีซ่าได้อย่างละเอียดรอบคอบและเป็นมาตรฐานเดียวกัน 

สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า “ผู้ยื่นขอวีซ่าที่มีคิวนัดสัมภาษณ์อยู่แล้ว ต่างได้รับอีเมลแจ้งยกเลิกนัดหมาย โดยในอีเมลระบุว่า ‘จะแจ้งวันและเวลาใหม่อีกครั้งในภายหลัง’” 

เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอ้างว่า “มาตรการนี้จะช่วยการันตีได้ว่าผู้ยื่นวีซ่าจะไม่เข้ามาเป็นภาระพึ่งพาเงินสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ” อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้เพื่อคุมเข้มทั้งกลุ่มผู้อพยพที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย รวมถึงการสร้างระบบคัดกรองที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับผู้ที่จะได้รับสิทธิ์เดินทางเข้าประเทศ 

นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้รัฐบาลทรัมป์ยังประกาศแผนที่จะ ‘ยกเลิก’ วีซ่าของกลุ่มผู้ขอลี้ภัย ที่ในตอนแรกเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว หรือวีซ่าธุรกิจ ซึ่งมาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ขอลี้ภัยในปัจจุบันมากถึง 200,000 คน และจะกลายเป็นการยกเลิกวีซ่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยเป็นการทำงานร่วมกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) 

สำนักข่าว AP รายงานว่า “ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ผู้ยื่นขอวีซ่าต้องเผชิญกับข้อจำกัดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงการถูกตรวจสอบประวัติการใช้งานโซเชียลมีเดีย และการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ” 

การสั่งระงับวีซ่าและการจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ เป็นความพยายามอีกครั้งของรัฐบาลทรัมป์ที่จะบล็อกคำร้องขอวีซ่า โดยอ้างเหตุผลเดิมคือเพื่อไม่ให้คนต่างชาติเข้ามาเป็น ‘ภาระต่อสังคม’ (Public Charge) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยสั่งแบนวีซ่าจาก 75 ประเทศด้วยเกณฑ์นี้มาแล้ว แต่มาตรการดังกล่าวเพิ่งถูกผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสั่ง ‘ยกเลิก’ ไป 

โจแอนนา คูเอบัส อินแกรม ทนายความอาวุโสจากศูนย์กฎหมายคนเข้าเมืองแห่งชาติ (NILC) แถลงเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ศาลตัดสินชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลจะนำกฎหมายคนเข้าเมืองมาอ้างเพื่อเลือกปฏิบัติไม่ได้...เราตั้งใจจะช่วยเยียวยาทุกคนและทุกครอบครัวที่เดือดร้อนจากคำสั่งแบนนี้อย่างเต็มที่ และจะเดินหน้าตรวจสอบเพื่อบังคับให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป” 

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้สั่งยกเลิกความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่จะสั่ง ‘ระงับ’ ระบบรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐฯ ทั้งระบบ ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ไฟเขียวให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางบล็อกผู้ขอลี้ภัยไม่ให้เข้าประเทศ ซึ่งกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนชี้ว่า “มาตรการนี้เป็นการทำลายและละเมิดกฎหมายลี้ภัยระหว่างประเทศ” 

“ความพยายามครั้งล่าสุดในการจำกัดสิทธิ์เข้าประเทศนี้ จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในทันทีสำหรับกลุ่มคนที่ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งเดิมทีก็เป็นกระบวนการที่ยากลำบากอยู่แล้ว” 

ผู้เชี่ยวชาญ เตือน

ไบรอัน ซิมมอนส์ ทนายความจากบริษัท ฟราโกเมน สำนักงานกฎหมายคนเข้าเมือง ในกรุงวอชิงตัน เปิดเผยกับ Financial Times ว่า “ผู้ยื่นขอวีซ่าจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งระงับวีซ่าในครั้งนี้ น่าจะ ‘ต้องเสียเงินไปหลายพันดอลลาร์’ และต้องยอมทิ้ง หรือปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินชีวิตเพื่อมาร่วมการสัมภาษณ์ตามกำหนดการ แต่กลับต้องมาโดนยกเลิกนัดหมายในนาทีสุดท้าย...นอกจากนี้ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า คิวสัมภาษณ์เหล่านั้นจะถูกเลื่อนออกไปเป็นวันและเวลาใด”  

(Photo by WIN MCNAMEE / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์