คลื่นความร้อนถล่มสหรัฐฯ ช่วงฉลองวันชาติและฟุตบอลโลก
สหรัฐฯ เผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศกำลังร่วมเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกและเตรียมจัดงานฉลองวันชาติครบรอบ 250 ปีในวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม โดยประชาชนกว่า 46 ล้านคนทั่วภาคกลางและภาคใต้ของประเทศอยู่ภายใต้การแจ้งเตือนความร้อน และสภาพอากาศเลวร้ายกำลังเคลื่อนตัวสู่ชายฝั่งตะวันออก
"โดมความร้อน" คุกคามทั่วประเทศ
ปรากฏการณ์ "โดมความร้อน" หรือการที่ความกดอากาศสูงกักเก็บอากาศร้อนไว้ใต้ชั้นบรรยากาศ ยังคงปกคลุมพื้นที่กว้างขวาง นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก
โซแรน มัมดานี เปิดเผยผ่านวิดีโอว่า "เรากำลังเข้าสู่คลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดที่เมืองนี้เคยเผชิญในรอบกว่าทศวรรษ" พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนดูแลตนเองให้ปลอดภัยระหว่างการชมฟุตบอลโลกและงานเฉลิมฉลองวันที่ 4 กรกฎาคม
นิวยอร์กตอบสนองด้วยการเปิดอาคารสาธารณะหลายร้อยแห่งเป็นศูนย์ทำความเย็น ขยายเวลาสระว่ายน้ำสาธารณะ จัดส่งอาสาสมัครตรวจเยี่ยมผู้เปราะบาง และตั้งสถานีพ่นละอองน้ำตามจุดต่างๆ ทั่วเมือง

วอชิงตันเสี่ยงทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์
กรุงวอชิงตันคาดว่าจะมีอุณหภูมิเกิน 38°C ติดต่อกัน 3 วันตั้งแต่วันพฤหัสบดี โดยวันศุกร์อาจแตะ 40°C ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดรายวันและอาจใกล้เคียงสถิติตลอดกาลของเมืองที่ 41°C นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงวอชิงตันระบุว่าความชื้นสูงเป็นปัญหาหนักกว่าอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว
ฟุตบอลโลกแข่งขันท่ามกลางอากาศร้อนจัด
ฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยนัดระหว่างปารากวัยกับฝรั่งเศสในวันเสาร์ที่ฟิลาเดลเฟีย คาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งถึง 39°C ในสนามแบบเปิดโล่ง ต่างจากบางสนามที่มีระบบปรับอากาศ ทางฟีฟ่ากำหนดให้มีพักดื่มน้ำ 3 นาทีในทุกครึ่งเวลา เพื่อความปลอดภัยของนักเตะ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเร่งความรุนแรง
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าคลื่นความร้อนที่รุนแรงและถี่ขึ้นเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยสูงขึ้นราว 1.4°C จากยุคก่อนอุตสาหกรรม อันเป็นผลจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ การจุดดอกไม้ไฟในคืนวันชาติยังเพิ่มมลพิษฝุ่น PM2.5 ซึ่งซ้ำเติมปัญหาสุขภาพเมื่อรวมกับความร้อน




