สหรัฐฯ จับมือญี่ปุ่นยกระดับกองกำลัง หวั่นจีนเป็นความท้าท้ายเชิงยุทธศาสตร์!

12 ม.ค. 2566 - 13:24

  • การประกาศยกระดับกองกำลังของญี่ปุ่นครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

  • นับว่าเป็นการออกจากสันตินิยมที่มีมาอย่างยาวนานถึง 7 ทศวรรษอย่างน่าทึ่งของญี่ปุ่น เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการกระทำของจีนในภูมิภาค

US_Japan_agree_to_step_up_security_cooperation_amid_China_worries_SPACEBAR_Thumbnail_0c71dad98b.jpeg
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เมื่อวันพุธ (11 ม.ค.) ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และญี่ปุ่นประกาศยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงท่ามกลางความกังวลที่มีร่วมกันเกี่ยวกับจีน โดยวอชิงตันก็รับรองอย่างแข็งขันต่อการสร้างกองทัพครั้งใหญ่ที่โตเกียวซึ่งประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว 

แถลงการณ์ร่วมในที่ประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ รวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่นในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า “ทั้ง 2 ประเทศมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับพันธมิตรที่ทันสมัยซึ่งวางตัวเพื่อชัยชนะในยุคใหม่ของการแข่งขันเชิงกลยุทธ์” 

ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนการที่จะจัดตั้งหน่วยนาวิกโยธินชายฝั่งในญี่ปุ่น รวมถึงการติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือ ขณะที่ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะขยายเงื่อนไขของสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันให้ครอบคลุมพื้นที่  

“เราเห็นพ้องกันว่าจีนเป็นความท้าทายทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราและพันธมิตรกำลังเผชิญหน้า…เราขอชื่นชมความมุ่งมั่นในการเพิ่มการลงทุน เพื่อเพิ่มบทบาท ภารกิจ และขีดความสามารถในการร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธมิตรอื่นๆ และหุ้นส่วนอื่นๆ ด้วย…เรามีรากฐานที่แข็งแกร่งอยู่แล้วซึ่งมีแต่จะเติบโต” บลิงเคน กล่าว  

ในแถลงการณ์ร่วมยังระบุอีกด้วยว่า “ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีการโต้แย้งอย่างรุนแรง ขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ กำลังเข้ามามีบทบาทในญี่ปุ่น ด้วยการวางตำแหน่งกองกำลังที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และเคลื่อนไหวได้มากขึ้นตลอดจนการเฝ้าระวัง การลาดตระเวน การต่อต้านเรือ และการขนส่งที่เพิ่มขึ้นด้วย” 

ทั้งนี้ ออสตินจะพบกับ ยาสุคาซึ ฮามาดะ รัฐมนตรีกลาโหมของญี่ปุ่น อีกครั้งในวันพฤหัสบดี (12 ม.ค.) ที่เพนตากอน ก่อนการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะของญี่ปุ่นในวันศุกร์ (13 ม.ค.) ที่จะถึงนี้ 

ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโสบอกกับ Reuters โดยคาดว่า ไบเดน และ คิชิดะ จะหารือเกี่ยวกับปัญหาด้านความปลอดภัยและเศรษฐกิจโลก รวมถึงการเจรจาของพวกเขาอาจมีแนวโน้มที่จะ ควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีน หลังจากที่วอชิงตันประกาศควบคุมอย่างเข้มงวดเมื่อปีที่แล้ว (2022) 

แม้ว่าจำนวนทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นทั้งหมดจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่การส่งกำลังพลครั้งใหม่นี้อาจเป็นการประกาศครั้งแรกจากหลายๆ หนในปีนี้เกี่ยวกับกองกำลังทางทหารในเอเชีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ปักกิ่งคิดทบทวนก่อนที่จะเริ่มความขัดแย้งใดๆ 

ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการเจรจามาเกือบ 1 ปี และเกิดขึ้นหลังจากเมื่อเดือนที่แล้วญี่ปุ่นประกาศการเสริมกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งนับว่าเป็นการออกจากสันตินิยมที่มีมาอย่างยาวนานถึง 7 ทศวรรษอย่างน่าทึ่ง เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการกระทำของจีนในภูมิภาค 

สำหรับแผนระยะเวลา 5 ปีนั้นจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมของญี่ปุ่นเป็น 2 เท่า ซึ่งคิดเป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ นอกจากนี้ยังจะจัดหาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีเรือหรือเป้าหมายบนบกที่อยู่ห่างออกไป 1,000 กม. อีกด้วย 

เจ้าหน้าที่เสริมอีกว่าจะมีการส่งกองร้อยกองทัพสหรัฐฯ แยกต่างหากซึ่งมีทหารประมาณ 300 นายและเรือ 13 ลำภายในฤดูใบไม้ผลินี้ เพื่อช่วยขนส่งทหาร รวมถึงอุปกรณ์ของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้สามารถกระจายกำลังออกไปได้อย่างรวดเร็ว 

ขณะเดียวกันการปรากฏตัวของกองกำลังสหรัฐฯ จำนวนมากในญี่ปุ่นเช่นนี้ก็ได้จุดชนวนความไม่พอใจในรัฐบาลท้องถิ่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมืองโอะกินะวะ โดยได้เรียกร้องให้เมืองอื่นๆ ของญี่ปุ่นจัดตั้งกองกำลังบ้าง ซึ่งในตอนนี้ ในญี่ปุ่นมีทหารสหรัฐฯ โดยรวมแล้วถึง 54,000 นาย 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์