ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้กองกำลังสหรัฐอเมริกาเปิดฉากโจมตีอิหร่านภายใต้ปฏิบัติการ 'Epic Fury' หลังจากการเตรียมการทางทหารเป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายกว่า 1,000 เป้าหมายในวันแรกของสงคราม ทำลายโครงสร้างคำสั่งและควบคุม โครงสร้างขีปนาวุธ และเรือรบของอิหร่าน
การเตรียมการก่อนโจมตี
นายพลแดน เคน เจ้าหน้าที่ทหารอาวุโสสหรัฐฯ เปิดเผยในงานแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) ว่า "สหรัฐอเมริกาได้สะสมกำลังทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์เพื่อเสริมการป้องปรามและให้ตัวเลือกที่น่าเชื่อถือแก่ประธานาธิบดีหากจำเป็นต้องดำเนินการ"
การเคลื่อนกำลังครั้งนี้รวมถึงทหารหลายพันนายจากทุกเหล่าทัพ เครื่องบินรบขั้นสูงนับร้อยลำ เรือบรรทุกเครื่องบิน ลิงคอล์น และฟอร์ด พร้อมเครื่องบินขับไล่และเครื่องเติมเชื้อเพลิง
เคน เปิดเผยว่า "คำสั่งโจมตีมาถึงในบ่ายวันศุกร์ (27 ก.พ.) โดยทรัมป์สั่งการผ่านรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ไปยังกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ซึ่งรับผิดชอบกำลังอเมริกันในตะวันออกกลา...ประธานาธิบดีสั่งการว่า 'ปฏิบัติการ Epic Fury ได้รับการอนุมัติแล้ว ห้ามยกเลิก ขอให้โชคดี'"
เริ่มต้นปฏิบัติการ
การปฏิบัติการเริ่มต้นด้วยหน่วยไซเบอร์และอวกาศของสหรัฐฯ ที่ 'รบกวนและทำลายความสามารถของอิหร่านในการเห็น สื่อสาร และตอบสนอง' ก่อนที่การปฏิบัติการหลักจะเริ่มขึ้นเมื่อ 9.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นอิหร่านในวันเสาร์ (28 ก.พ.)
การโจมตีดังกล่าวใช้เครื่องบินกว่า 100 ลำ ทั้งจากบกและทะเล รวมถึงเครื่องบินรบ เครื่องเติมเชื้อเพลิง เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า และเครื่องบินโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมขีปนาวุธโทมาฮอว์กจากกองทัพเรือ
ในระยะแรก สหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างคำสั่งและควบคุม กองกำลังทางเรือ ฐานขีปนาวุธ และโครงสร้างหน่วยสืบราชการลับของอิหร่านเพื่อทำให้พวกเขาสับสนและไม่สามารถตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เคน ระบุว่า "วัตถุประสงค์ทางทหารชัดเจน คือ 'ปกป้องและป้องกันตนเอง และร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคป้องกันไม่ให้อิหร่านสามารถส่งอำนาจออกไปนอกพรมแดน'" อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการนี้ไม่ใช่การโจมตีข้ามคืนเพียงครั้งเดียว และอาจใช้เวลานานในการบรรลุเป้าหมาย




