เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลเขตท่าเรือเสรี ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะกลับมาที่อ่าวซูบิกซึ่งเคยเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียหลังจากถอนตัวออกไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วหลังครอบครองมาเกือบ 94 ปี เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับท่าทีทางทะเลที่เพิ่มขึ้นของจีน
อ่าวซูบิกซึ่งเคยเป็นอดีตฐานทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งหันหน้าไปทางทะเลจีนใต้ ได้กลายเป็นท่าเรือเสรีที่พลุกพล่านและจ้างงานคนในท้องถิ่นประมาณ 150,000 คน บริหารงานโดย Subic Bay Metropolitan Authority (SBMA)
South China Morning Post รายงานว่า มะนิลาและวอชิงตันกำลังเจรจากันเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานที่อีก 5 แห่งในเอเชียเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมขั้นสูง
โรเลน พอลลิโน ประธาน SBMA กล่าวกับ Kyodo News เมื่อวันพุธ (23 พ.ย.) ซึ่งเป็นหนึ่งวันก่อนวันครบรอบ 30 ปีในการก่อตั้ง SBMA ว่า เขาจะประหลาดใจมาก หากอ่าวซูบิกไม่กลายเป็นข้อตกลงความร่วมมือด้านการทหารระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ (EDCA) เนื่องจาก ‘ในช่วงสงคราม เวลาเป็นสิ่งสำคัญ’
กิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (24 พ.ย.) ที่ท่าเรือปลอดภาษีเพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีการก่อตั้ง SBMA รวมถึงการแสดงเครื่องบินพลเรือนและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ในที่สาธารณะ ณ สนามบินซูบิก ซึ่งปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์เพื่อการเฝ้าระวังและการฝึกบิน
พอลลิโน กล่าวว่า ความตึงเครียดเหนือช่องแคบไต้หวันและความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีนซึ่งเป็นสาเหตุของความกังวล
พอลลิโนซึ่งเป็นอดีตนายกเทศมนตรีของเมืองโอลองกาโป ต้องการให้รัฐบาลของเขารักษาความเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันกับสหรัฐฯ โดยเสริมว่าชาวเมืองโอลองกาโปส่วนใหญ่เป็น ‘pro-Amercan’ เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกับทหารสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน
เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา แมรี เคย์ คาร์ลสัน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำฟิลิปปินส์เดินทางไปเยี่ยมชมอ่าวซูบิกและอู่ต่อเรือที่ Cerberus Capital Management LP ซึ่งบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการในปีนี้และกองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้เริ่มครอบครองส่วนหนึ่งของอู่ต่อเรือเพื่อเป็นฐานทัพเรือแห่งใหม่
พอลลิโนเชื่อว่าการมาเยือนของคาร์ลสัน ขยายความสำคัญของอ่าวซูบิกต่อสหรัฐฯ ด้านเจ้าหน้าที่อาวุโสของฟิลิปปินส์กล่าวว่า บริษัทจีน 2 แห่งต้องการควบคุมอู่ต่อเรือ แต่สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง ขณะที่ฟิลิปปินส์และจีนอ้างสิทธิทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่อุดมด้วยแร่ธาตุและมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของการค้ามูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (106 ล้านล้านบาท) ต่อปี
ตามคำสั่งของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กรุงมะนิลาได้เขียนบันทึกทางวาจา (บันทึกทางการทูตที่ไม่ได้ลงนามอย่างไม่เป็นทางการ) ถึงจีน เพื่อขอ ‘ความชัดเจน’ ในการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเรือฟิลิปปินส์และหน่วยยามฝั่งของจีนใกล้กับเกาะที่ฟิลิปปินส์ยึดครองเมื่อวันที่ 20 พ.ย. ในลักษณะการเดินเรือในน่านน้ำที่มีการแข่งขัน
ทางการฟิลิปปินส์กล่าวว่า หน่วยยามชายฝั่งของจีน ‘ใช้กำลัง’ ในการกู้เศษซากที่คล้ายกับจรวดของจีนที่ปล่อยในเดือนต.ค. ขณะที่เรือเป่าลมของหน่วยยามฝั่งของจีนแล่นเข้าหาเรือของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ที่กำลังลากเศษซากเรือไปที่เกาะ และพยายามปิดกั้นทางเรือถึง 2 ครั้ง ก่อนที่ลูกเรือของจีนจะตัดสายลากและหยิบวัตถุดังกล่าวไป
อ่าวซูบิกซึ่งเคยเป็นอดีตฐานทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งหันหน้าไปทางทะเลจีนใต้ ได้กลายเป็นท่าเรือเสรีที่พลุกพล่านและจ้างงานคนในท้องถิ่นประมาณ 150,000 คน บริหารงานโดย Subic Bay Metropolitan Authority (SBMA)
South China Morning Post รายงานว่า มะนิลาและวอชิงตันกำลังเจรจากันเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานที่อีก 5 แห่งในเอเชียเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมขั้นสูง
โรเลน พอลลิโน ประธาน SBMA กล่าวกับ Kyodo News เมื่อวันพุธ (23 พ.ย.) ซึ่งเป็นหนึ่งวันก่อนวันครบรอบ 30 ปีในการก่อตั้ง SBMA ว่า เขาจะประหลาดใจมาก หากอ่าวซูบิกไม่กลายเป็นข้อตกลงความร่วมมือด้านการทหารระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ (EDCA) เนื่องจาก ‘ในช่วงสงคราม เวลาเป็นสิ่งสำคัญ’
กิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (24 พ.ย.) ที่ท่าเรือปลอดภาษีเพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีการก่อตั้ง SBMA รวมถึงการแสดงเครื่องบินพลเรือนและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ในที่สาธารณะ ณ สนามบินซูบิก ซึ่งปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์เพื่อการเฝ้าระวังและการฝึกบิน
พอลลิโน กล่าวว่า ความตึงเครียดเหนือช่องแคบไต้หวันและความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีนซึ่งเป็นสาเหตุของความกังวล
พอลลิโนซึ่งเป็นอดีตนายกเทศมนตรีของเมืองโอลองกาโป ต้องการให้รัฐบาลของเขารักษาความเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันกับสหรัฐฯ โดยเสริมว่าชาวเมืองโอลองกาโปส่วนใหญ่เป็น ‘pro-Amercan’ เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกับทหารสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน
เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา แมรี เคย์ คาร์ลสัน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำฟิลิปปินส์เดินทางไปเยี่ยมชมอ่าวซูบิกและอู่ต่อเรือที่ Cerberus Capital Management LP ซึ่งบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการในปีนี้และกองทัพเรือฟิลิปปินส์ได้เริ่มครอบครองส่วนหนึ่งของอู่ต่อเรือเพื่อเป็นฐานทัพเรือแห่งใหม่
พอลลิโนเชื่อว่าการมาเยือนของคาร์ลสัน ขยายความสำคัญของอ่าวซูบิกต่อสหรัฐฯ ด้านเจ้าหน้าที่อาวุโสของฟิลิปปินส์กล่าวว่า บริษัทจีน 2 แห่งต้องการควบคุมอู่ต่อเรือ แต่สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซง ขณะที่ฟิลิปปินส์และจีนอ้างสิทธิทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่อุดมด้วยแร่ธาตุและมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของการค้ามูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (106 ล้านล้านบาท) ต่อปี
ตามคำสั่งของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กรุงมะนิลาได้เขียนบันทึกทางวาจา (บันทึกทางการทูตที่ไม่ได้ลงนามอย่างไม่เป็นทางการ) ถึงจีน เพื่อขอ ‘ความชัดเจน’ ในการเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเรือฟิลิปปินส์และหน่วยยามฝั่งของจีนใกล้กับเกาะที่ฟิลิปปินส์ยึดครองเมื่อวันที่ 20 พ.ย. ในลักษณะการเดินเรือในน่านน้ำที่มีการแข่งขัน
ทางการฟิลิปปินส์กล่าวว่า หน่วยยามชายฝั่งของจีน ‘ใช้กำลัง’ ในการกู้เศษซากที่คล้ายกับจรวดของจีนที่ปล่อยในเดือนต.ค. ขณะที่เรือเป่าลมของหน่วยยามฝั่งของจีนแล่นเข้าหาเรือของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ที่กำลังลากเศษซากเรือไปที่เกาะ และพยายามปิดกั้นทางเรือถึง 2 ครั้ง ก่อนที่ลูกเรือของจีนจะตัดสายลากและหยิบวัตถุดังกล่าวไป




