14 พฤษภาคมนี้ เป็นวันตัดสินชะตาอนาคตการเมืองไทย เมื่อประเทศเดินกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง และเป็นหน้าที่และมีคนไทยมีอำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือ ในการเลือกพรรคการเมืองที่จะมานำทีมรัฐบาลบริหารประเทศ ตลอดจนนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในรอบกว่า 8 ปี
นอกจากประเทศไทยที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ล่าสุดที่ประเทศฟินแลนด์การเมืองของประเทศกำลังจะหันขวา หลังจากที่พรรคของนายกรัฐมนตรีหญิง ซันนา มาริน พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคอนุรักษนิยมฝ่ายขวา ที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนพรรคโซเชียลเดโมแครต (SDP) ของเธอได้คะแนนเป็นอันดับ 3
โดยผลการเลือกตั้งพบว่า พรรค NCP (National Coalition Party) ฝ่ายขวา คาดได้รับคะแนนเสียง 20.8 เปอร์เซ็นต์ โกยคะแนนเสียงในสภาได้ 48 เสียง จากทั้งหมด 200 เสียงในสภาฟินแลนด์ซึ่งเป็นระบบสภาเดียว ตามมาด้วย พรรคฟินส์ ได้ไป 46 ที่นั่ง ส่วนพรรค SDP แนวซ้ายกลางของมารีนได้ 43 ที่นั่ง
นั่นหมายความว่ารัฐบาลฟินแลนด์ชุดต่อไป จะนำโดยพรรค NCP ที่เป็นฝ่ายขวา ท่ามกลางประเด็นเรื่องที่ฟินแลนด์กำลังจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต้ ที่ประเด็นนี้ได้รับการผลักดันโดยนายกรัฐมนตรีหญิง ซันนา มาริน ซึ่งก็ต้องจับตาว่าการเมืองหลังฟินแลนด์ได้พรรคสายขวามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นอย่างไร ภายใต้องคาพยพการเมืองโลกที่ท้าทายจากชาติมหาอำนาจเพื่อนบ้านอย่างรัสเซีย
เมื่อมองการเมืองฟินแลนด์แล้ว ก็ย้อนมองการเมืองไทยในการตัดสินชะตาเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความคิดไตร่ตรองรับผิดชอบในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจนำประเทศไปยื่นสู่ปากเหว่ได้
กรณีแบบนี้เคยเกิดมาแล้ว แม้ในชาติมหาอำนาจของโลกประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งในครั้งหนึ่ง ริชาร์ด นิกสัน อดีตประธานาธิบดีคนที่ 37 ของสหรัฐฯ เคยเกือบสั่งยิงนิวเคลียร์มาแล้ว เพราะความเมา ความปากพล่อย และความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของท่านผู้นำประเทศ
นอกจากประเทศไทยที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ล่าสุดที่ประเทศฟินแลนด์การเมืองของประเทศกำลังจะหันขวา หลังจากที่พรรคของนายกรัฐมนตรีหญิง ซันนา มาริน พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคอนุรักษนิยมฝ่ายขวา ที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนพรรคโซเชียลเดโมแครต (SDP) ของเธอได้คะแนนเป็นอันดับ 3
โดยผลการเลือกตั้งพบว่า พรรค NCP (National Coalition Party) ฝ่ายขวา คาดได้รับคะแนนเสียง 20.8 เปอร์เซ็นต์ โกยคะแนนเสียงในสภาได้ 48 เสียง จากทั้งหมด 200 เสียงในสภาฟินแลนด์ซึ่งเป็นระบบสภาเดียว ตามมาด้วย พรรคฟินส์ ได้ไป 46 ที่นั่ง ส่วนพรรค SDP แนวซ้ายกลางของมารีนได้ 43 ที่นั่ง
นั่นหมายความว่ารัฐบาลฟินแลนด์ชุดต่อไป จะนำโดยพรรค NCP ที่เป็นฝ่ายขวา ท่ามกลางประเด็นเรื่องที่ฟินแลนด์กำลังจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต้ ที่ประเด็นนี้ได้รับการผลักดันโดยนายกรัฐมนตรีหญิง ซันนา มาริน ซึ่งก็ต้องจับตาว่าการเมืองหลังฟินแลนด์ได้พรรคสายขวามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นอย่างไร ภายใต้องคาพยพการเมืองโลกที่ท้าทายจากชาติมหาอำนาจเพื่อนบ้านอย่างรัสเซีย
เมื่อมองการเมืองฟินแลนด์แล้ว ก็ย้อนมองการเมืองไทยในการตัดสินชะตาเลือกผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความคิดไตร่ตรองรับผิดชอบในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจนำประเทศไปยื่นสู่ปากเหว่ได้
กรณีแบบนี้เคยเกิดมาแล้ว แม้ในชาติมหาอำนาจของโลกประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งในครั้งหนึ่ง ริชาร์ด นิกสัน อดีตประธานาธิบดีคนที่ 37 ของสหรัฐฯ เคยเกือบสั่งยิงนิวเคลียร์มาแล้ว เพราะความเมา ความปากพล่อย และความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของท่านผู้นำประเทศ

เหล้าสก๊อตเกือบทำเกิดสงคราม
ย้อนไปช่วงปี 1974 ซึ่งสงครามเวียดนามกำลังร้อนระอุ แต่ในเวลานั้นสหรัฐฯ ไม่ได้แค่กำลังต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม แต่สหรัฐฯ ยังคงมีความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือ หลังจากสิ้นสุดสงครามเกาหลีลงราว 10 ปี ในคืนหนึ่งของปี 1974 ทั้งโลกเกือบได้เห็นหายนะของสงครามนิวเคลียร์ เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่กำลังอยู่ในอาการเมาสุรา สั่งการให้มีการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ต่อเกาหลีเหนือ รายละเอียดของเหตุการณ์นี้ได้ถูกปกปิดมานาหลายทศวรรษ กระทั่งเมื่อปี 2010 ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อนิกสันซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องความรักในการดื่มเหล้าสก๊อต เริ่มดื่มหนักระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทำเนียบขาว เมื่อค่ำคืนดำเนินไป เขาได้แสดงความเห็นโดยเชื่อว่าเกาหลีเหนือกำลังวางแผนที่จะเปิดฉากโจมตีด้วยนิวเคลียร์ต่อสหรัฐฯ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เครื่องบินสอดแนมลำหนึ่งของสหรัฐฯ ถูกยิงตก เขาตัดสินใจว่าวิธีเดียวที่จะป้องกันสิ่งนี้ได้คือเปิดการโจมตีเพื่อยึดครองเกาหลีเหนือ
เอกสารที่ได้รับจากหอจดหมายเหตุความมั่นคงแห่งชาติในวอชิงตัน ให้ข้อมูลอธิบายถึงแผนการที่มีชื่อรหัสว่า Freedom Drop ซึ่งเรียกร้องให้มี "ตัวเลือกที่ประสานไว้ล่วงหน้าสำหรับการเลือกใช้งานอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีกับเกาหลีเหนือ" ซึ่งน่าแปลกที่แผนดังกล่าวระบุถึงขนาดการโจมตีเกาหลีเหนือด้วยนิวเคลียร์ ซึ่งหวังผลให้มีผู้เสียชีวิตในหลักร้อยจนถึงไม่เกินสองพันคน ด้วยระเบิดปรมาณูขนาดเล็กกว่า 10 กิโลตัน
ทว่าในคำคืนนั้น นิกสันได้สั่งการให้เตรียมแผนโจมตีเกาหลีเหนือด้วยระเบิดปรมานู 70 กิโลตัน ซึ่งมากว่าระเบิดปรมาณูที่สหรัฐฯ เคยใช้ในเหตุการณ์ฮิโรชิมะ และนางาซากิ สำหรับถล่มฐานที่มั่นสำคัญของรัฐบาลเปียงยาง จนถึงเมืองหลวง และเพื่อเพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศของเกาหลีเหนือต่อเกาหลีใต้ สหรัฐฯ ยังมีแผนระเบิดสนามบินหลักของเกาหลีเหนือทั้ง 16 แห่งด้วยการทิ้งระเบิดจากทางอากาศอีกหลายสิบลูก
หลังจากที่นิกสันเรียกที่ปรึกษาทางทหารระดับสูงของเขาไปที่ห้องสถานการณ์ทันที ซึ่งเขาสั่งให้เตรียมการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ ในเวลานั้น เฮนรี่ คิสซิงเกอร์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง (ซึ่งต่อมาคืออดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ) ถึงกับตกตะลึงกับคำขอของประธานาธิบดี โดยพวกเขาพยายามหาเหตุผลอธิบายร่วมกับเขา โดยอธิบายว่าสงครามนิวเคลียร์จะที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคนและจุดชนวนความขัดแย้งลุลามไปทั่วโลกอย่างควบคุมไม่ได้
ในเวลานั้น นิกสันก็ยังดื้อรัน ด้วยความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของเขาที่มั่นใจในการตัดสินใจของตนเอง (บนสติที่กำลังเมาจากเหล้าสก๊อต) โดยยืนยันว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องอเมริกาในทุกวิถีทาง นิกสันในสภาพมึนเมา เขาสั่งให้ที่ปรึกษาของเขาเปิดการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ โดยยืนยันว่าเป็นหนทางเดียวที่จะรับประกันความปลอดภัยของอเมริกา
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและผู้นำที่ไร้สติจากความเมา คนที่ยังมีสติดีที่สุดคือ เฮนรี่ คิสซิงเกอร์ เขากล่าวว่าจะรับคำสั่งของท่านผู้นำสหรัฐฯ ไว้ก่อน เพื่อไปหารือถึงรูปแบบการโจมตีที่ได้ผลที่ได้ผลที่สุดต่อบรรดานายทหาร จนถึงกระทรวงต่างประเทศที่เป็นหน่วยงานเกี่ยวข้องโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เฮนรี่ คิสซิงเกอร์ เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2010 หลังมีการเผยข้อมูลว่า ที่เขารับปากประธานาธิบดีนิกสันไปเช่นนั้น ก็เพียงเพราะต้องการถ่วงเวลาให้นิกสันไปพัก เพื่อให้สร่างเมาก่อน จะสอบถามเรื่องนี้อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏข้อมูลชัดเจนนักว่า ในวันรุ่งขึ้น ริชาร์ด นิกสัน มีท่าทีตอบโต้เรื่องนี้อย่างไร เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นความลับระดับชาติที่ได้รับการปกปิดข้อมูลอย่างมิดชิด มีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ได้รับเลือกไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ แต่ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา มีข่าวลือแพร่สะพัดเกี่ยวกับภัยคุกคามนิวเคลียร์นิกสันที่เมาจนขาดสติ กระทั่งมีการเปิดเผยเอกสารลับสุดยอดดังกล่าว

บิสกิต และนิวเคลียร์ฟุตบอล
เหตุการณ์นี้ได้นำไปสู่การที่ทำเนียบขาวปรับเปลี่ยนโครงสร้างคำสั่งบัญชาการในการยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ใหม่ โดยใน หนังสือ Breaking Cover ที่ตีพิมพ์ในปี 1980 โดย Bill Gulley อดีตผู้อำนวยการสำนักงานการทหารของทำเนียบขาวระบุไว้ว่า หลังกรณี Freedom Drop ทำเนียบขาวได้เปลี่ยนมาตรการบางอย่างใน "นิวเคลียร์ฟุตบอล" หรือกระเป๋าสั่งยิงนิวเคลียร์ของประธานาธิบดีใหม่ โดยภายในนอกจากเครื่องสั่งยิง จะมีสมุดปกดำที่มีตัวเลือกรูปแบบการตอบโต้ พร้อมหนังสือที่มีรายชื่อของคนในรัฐบาลระดับสูง ทั้งสองอยู่ในแฟ้มที่มีขนาด 8 - 10 หน้า ซึ่งให้คำอธิบายขั้นตอนสำหรับระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินและขนาด 7.5 × 13 ซม. พร้อมการ์ดยืนรหัสตัวตน ที่มีลักษณะหนังสือสีดำมีขนาดประมาณ 9 คูณ 12 นิ้ว และมีกระดาษเปล่า 75 หน้าพิมพ์สีดำและสีแดงหนังสือที่มีสถานที่ลับมีขนาดใกล้เคียงกับ Black Book และเป็นสีดำ มันมีข้อมูลในเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ประธานาธิบดีอาจถูกนำตัวไปในกรณีฉุกเฉิน
Gulley อธิบายว่า หากเกิดกรณีฉุกเฉินที่ต้องเลือกรูปแบบการโจมตี นอกจากประธานาธิบดีแล้ว ยังต้องการการอนุมัติเห็นชอบคำสั่งยิงจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีรายชื่ออยู่ในแฟ้ม เพื่อยืนยันว่าคำสั่งของประธานาธิบดีเป็นไปอย่างถูกต้อง และเป็นการตัดสินใจอย่างมีสติ
เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องราวเตือนใจเกี่ยวกับอันตรายของการดื่มมากเกินไปและความสำคัญของการมีผู้นำที่มีความรับผิดชอบในยามวิกฤต
ลองจินตนาการดูว่า หากเฮนรี่ คิสซิงเกอร์ ที่ปรึกษาของนิกสัน ไม่สามารถพูดคุยกับเขาได้ โลกอาจจมดิ่งสู่หายนะของสงครามนิวเคลียร์อันเกิดจากผู้นำที่ขาดสติก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันซึ่งสถานการณ์ขัดแย้งหลายอย่างบนโลกจากมหาอำนาจหลายขั้ว ได้ผลักดันให้สันติภาพโลกเข้าใกล้ปากเหว่ไปทุกขณะ



