กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ทูตบางส่วนที่ไม่มีภารกิจเร่งด่วน พร้อมด้วยครอบครัว เดินทางออกจากซาอุดีอาระเบียทันที หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 รายจากการโจมตีทั่วประเทศ
“กลุ่มกองกำลังฮูตีที่อิหร่านหนุนหลัง ได้ยกระดับการโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างหนัก โดยมุ่งเป้าไปที่สนามบินพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ จนทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชน และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการคมนาคมขนส่ง”
— กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงเหตุผล
นอกจากนี้ ทางการสหรัฐฯ ยังได้ออกโรงเตือนเพิ่มเติมว่า “สถานการณ์การสู้รบในขณะนี้ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะบานปลายอย่างรวดเร็ว”
ขณะที่ทางการซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า “มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 รายจากการถูกโจมตีที่ท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟะฮัด (King Fahd International Airport) ในเมืองดัมมาม นอกจากนี้ เหตุพยายามโจมตีแหล่งน้ำมันแห่งหนึ่งยังส่งผลให้เศษซากโดรนที่ถูกระบบป้องกันภัยสกัดกั้นตกลงมาใส่ผู้คน จนมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย”
ความตึงเครียดระลอกนี้เกิดขึ้นจากการสู้รบที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ในรอบเดือนที่ผ่านมา ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มกองกำลังฮูตีในเยเมนที่อิหร่านหนุนหลัง
กลุ่มฮูตีได้ตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบีย ด้วยการเดินหน้ายิงขีปนาวุธและส่งโดรนกระจายเข้าถล่มเป้าหมายสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งสนามบิน ฐานทัพทหาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งรวมถึงเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงริยาดเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ถูกบันทึกว่าเป็น “เหตุการณ์สูญเสียครั้งร้ายแรงที่สุดของซาอุดีอาระเบียในรอบหลายปีที่ผ่านมา”
“เหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟะฮัดครั้งล่าสุด ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 8 ราย มีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงสาหัส” ทางการซาอุดีอาระเบียระบุ แม้เจ้าหน้าที่จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการโจมตีในครั้งนี้ แต่การถล่มดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่สนามบินหลายแห่งทั่วประเทศ กำลังตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากกองกำลังฮูตี
ขณะเดียวกัน ด้านกระทรวงพลังงานยังคงปฏิเสธที่จะระบุตัวผู้บงการเบื้องหลังว่าใครเป็นผู้ส่งโดรนโจมตีแหล่งน้ำมันชัยบะฮ์ (Shaybah) บริเวณใกล้ชายแดนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย
สงครามกลางเมืองในเยเมนที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2014 จากการที่กลุ่มฮูตีเข้ายึดอำนาจและขับไล่รัฐบาลออกจากกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายยิ่งขึ้นในปี 2015 เมื่อกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียเปิดฉากแทรกแซงทางการทหารเพื่อทวงคืนอำนาจให้รัฐบาลเยเมน
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถรักษาสถานะหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการมาได้นานถึง 4 ปี แต่ความสงบดังกล่าวกลับพังทลายลงในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มฮูตีประกาศ ‘คว่ำบาตรทางทะเล’ ต่อซาอุดีอาระเบีย พร้อมเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่สนามบิน โรงงานผลิตน้ำมัน และเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงอย่างรุนแรง
กลุ่มฮูตีอ้างว่า “ปฏิบัติการโจมตีทั้งหมดทำไปเพื่อตอบโต้มาตรการปิดล้อมดินแดนเยเมนของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเพื่อเอาคืนเหตุโจมตีทางอากาศถล่มสนามบินกรุงซานา ซึ่งทางกลุ่มเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของกองทัพซาอุดีอาระเบีย”
การเดินหน้า ‘คว่ำบาตรทางทะเล’ ของกลุ่มฮูตีบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ ทางตอนใต้ของทะเลแดง ได้กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากซาอุดีอาระเบียต้องเปลี่ยนมาพึ่งพาเส้นทางทะเลแดงในการส่งออกน้ำมัน หลังจากที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงหลักในอ่าวเปอร์เซีย ถูกปิดตายลงไปก่อนหน้านี้
(Photo by AFP)





