หรือข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านจะขาดสะบั้นลงแล้ว...? ดูเหมือนว่าภูมิภาคตะวันออกกลางจะกลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกระลอก ท่ามกลางความเสี่ยงที่การเจรจาสันติภาพอันเปราะบางระหว่างทั้งสองประเทศอาจพังทลายลง
การเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือดรอบล่าสุดนี้ ปะทุขึ้นหลังจากที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
จากนั้น สหรัฐฯ ก็เปิดฉากโจมตีพื้นที่หลายส่วนในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน เมื่อช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เพิ่งถล่มเมืองต่าง ๆ ทางตอนใต้ของอิหร่านไปเมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) ส่งผลให้การโจมตีตลอดทั้ง 2 วันนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 ราย ซึ่งรวมถึงสมาชิกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อย่างน้อย 1 นายด้วย
ขณะที่ฝั่งอิหร่านเอาคืนด้วยการโจมตีโต้กลับไปยังฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานทางการทหารของสหรัฐฯ ที่ตั้งกระจายอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย
“บันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่เคยทำไว้กับอิหร่านนั้น ‘จบสิ้นลงแล้ว’ แต่สหรัฐฯ อาจจะยอมให้มีการเจรจาสันติภาพดำเนินต่อไปในตอนนี้”
— ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงข่าวในที่ประชุมนาโต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี เมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) ที่ผ่านมา
แม้ว่าทรัมป์จะกล่าวว่า “การโจมตีครั้งนี้จะไม่นำไปสู่การปฏิบัติการทางทหารในระยะยาว” แต่ทั่วโลกต่างเริ่มหวาดวิตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทั้งสองประเทศอาจยกระดับการโจมตีรุนแรงขึ้น และอาจลากให้ภูมิภาคตะวันออกกลางในวงกว้างต้องจมดิ่งสู่สงครามอีกครั้ง
“สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับทางตันในการรับมือกับอิหร่าน และพวกเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีแนวทางใหม่ เพราะการทิ้งระเบิดโจมตี มันไม่ได้ผล” อาลัม ซาเลห์ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ด บอกกับสำนักข่าว Al Jazeera
กระบวนการเจรจาสันติภาพ...ยังคงไม่แน่นอน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา อิหร่านและสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติการสู้รบลงชั่วคราวและเปิดทางให้เริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพเป็นเวลา 60 วัน โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 21 สิงหาคมนี้
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว :
- ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะยุติการสู้รบทางทหารในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย
- ฝั่งอิหร่านอนุญาตให้เรือพาณิชย์สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรีเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วัน
- สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงปล่อยอายัดทรัพย์สินของอิหร่านด้วย
อย่างไรก็ตาม บรรดานักสังเกตการณ์ต่างระบุว่า “ถ้อยคำที่ใช้ในข้อตกลง MoU ฉบับนี้มีความคลุมเครือและเปิดช่องให้ตีความได้หลายแง่มุม”
เดิมที การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงขั้นสุดท้ายควรจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดพิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ซึ่งพิธีได้เสร็จสิ้นลงไปเมื่อวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) ที่ผ่านมา
ขณะที่การเจรจาในขั้นต่อไปจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่ซับซ้อนที่สุด นั่นก็คือ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร และการรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลอิหร่าน
“รัฐบาลอิหร่านไม่มีความเชื่อมั่นในตัวสหรัฐฯ อีกต่อไปแล้ว เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านถึง 3 ครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระหว่างที่กระบวนการเจรจายังคงดำเนินอยู่ อิหร่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นข้อต่อรองหลัก เพราะนี่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประเทศ”
— ซาเลห์ กล่าว
ซาเลห์ยังตั้งข้อสังเกตว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ ควรเปลี่ยนแนวทางใหม่ โดยหันมาเน้นย้ำว่า ‘เราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียวในศึกนี้ แต่มันควรจะเป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย’”
ทรัมป์กำลังถูกกดดันอย่างหนัก!

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้ทรัมป์จะเคยออกมาขู่อิหร่านว่าจะเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบอยู่หลายครั้ง แล้วก็เปลี่ยนท่าทีในภายหลัง แต่ในเวลานี้เขาเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด พร้อมทั้งลั่นวาจาเมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า “ทุกครั้งที่พวกเขาโจมตีเรา เราจะสวนกลับไปเป็น 20 เท่า”
ในเวลานี้ ทรัมป์กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักให้ยุติสงคราม หลังจากที่ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และจุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันช็อกโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
นอกจากนี้ ปฏิบัติการทางทหารของเขายังลามไปกระทบต่อการเมืองในประเทศอย่างหนัก ซึ่งตัวทรัมป์เองก็ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงจนเริ่มสูญเสียคะแนนนิยม แม้กระทั่งในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกันและกลุ่มผู้สนับสนุนขบวนการ ‘MAGA’ (Make America Great Again) ด้วยกันเอง
ความไม่พอใจนี้เห็นได้ชัดมากเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติเห็นชอบให้ถอนกำลังทหารอเมริกันออกจากการสู้รบ ซึ่งถือเป็นการตบหน้าและตำหนิทรัมป์อย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าในวันถัดมา มตินี้จะถูกพับเก็บไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสมาชิกรีพับลิกันบางส่วนยอมกลับลำเปลี่ยนใจมาลงคะแนนคัดค้าน หลังได้ต่อสายพูดคุยกับทรัมป์และทีมงานของเขา
เงาของสงครามครั้งนี้จะตามหลอกหลอนและส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรครีพับลิกันต่างวิตกกังวลกันเป็นการภายในมานานหลายเดือน ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อการทำสงครามในครั้งนี้
ฝั่งอิหร่านเองก็ตกที่นั่งลำบาก...กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน

ฝูงชนจำนวนมหาศาลที่มาร่วมพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุดในสัปดาห์นี้ ซึ่งต่างพากันตะโกนเรียกร้องให้ล้างแค้นสหรัฐฯ และอิสราเอล สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงเหนียวแน่นและหยั่งรากลึก แม้จะโดนกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลกถล่มอย่างหนักก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้นำสายแข็งในอิหร่านจำนวนมากก็ต่อต้านและไม่เอาข้อตกลงหยุดยิงนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี บรรดาผู้นำของอิหร่านต่างตระหนักดีว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังทรุดหนัก และพวกเขาไม่มีกำลังอาวุธมากพอที่จะไปหักหาญหรือสู้รบตรง ๆ กับสหรัฐฯ ได้ แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้คือการหันไปใช้ไพ่ตายที่เป็นข้อต่อรองสำคัญอย่าง ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เพื่อยกระดับความกดดันกลับคืนไป
คำถามสำคัญในเวลานี้ก็คือ “ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นจะสามารถคลี่คลายลงได้ หรือมันกำลังจะระเบิดกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง...?”
(Photo by VARIOUS SOURCES / AFP)





