สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า ปักกิ่งจะไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 ได้ เว้นแต่จะนำเข้าวัคซีนที่ผลิตจากต่างประเทศซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าวัคซีนที่ผลิตในจีน
อาชิช จา ผู้ประสานงานการรับมือกับเชื้อโคโรนาไวรัสของสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ที่ประชุมซึ่งจัดโดย FT และ Commonwealth Fund หรือกองทุนสุขภาพเอกชน ว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งหมดบ่งชี้ว่าวัคซีนโควิดที่ผลิตในจีนนั้น ‘ไม่ดีเท่า’ การฉีดวัคซีน mRNA ที่ผลิตโดยบริษัท Moderna, BioNTech และ Pfizer
ส่วนวัคซีนโควิดชนิดอื่นๆ ที่พัฒนาขึ้นในสหราชอาณาจักรและที่อื่น อย่างวัคซีน AstraZeneca ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดก็เหนือกว่าวัคซีนที่ผลิตในจีนเช่นกัน
“ผมกังวลจริงๆ เกี่ยวกับความสามารถของจีนในการจัดการไวรัส และรักษาภูมิคุ้มกันของประชากรให้สูงด้วยวัคซีนที่พวกเขามี ผมคิดว่าพวกเขาต้องการวัคซีนคุณภาพสูงจริงๆ…เรารู้ดีว่าการใช้วัคซีนคุณภาพสูงเป็นสิ่งสำคัญ และมีกลไกมากมายสำหรับประเทศต่างๆ ในการพัฒนาและรับวัคซีน หากว่าประเทศเหล่านั้นไม่มี” จา กล่าว
อย่างไรก็ดี แรงกดดันกำลังเพิ่มพูนขึ้นภายใต้การบริหารรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีนเกี่ยวกับนโยบาย ‘dynamic zero-Covid หรือการทำให้เชื้อโควิดเป็นศูนย์อย่างมีพลวัตร’ ซึ่งต้องอาศัยการกักกันจำนวนมาก การทดสอบ และการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส ส่งผลให้เกิดการประท้วงของประชาชนขึ้นทั่วประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อตอบสนองต่อข้อจำกัดและการล็อกดาวน์ที่ประกาศใช้ในหลายเมือง
ทั้งนี้ ปักกิ่งปฏิเสธที่จะอนุมัติวัคซีนโควิดจากตะวันตก แต่ยังเลือกที่จะผลิต Sinovac และ Sinopharm เป็นหลัก ซึ่งทั้งคู่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลกแล้วเช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าวัคซีนหลักที่ผลิตในจีนให้การป้องกันระดับสูงจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตด้วยวัคซีน 3 โดส แต่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าและจางเร็วกว่าเทคโนโลยี mRNA ที่พัฒนาโดย BioNTech/Pfizer และ Moderna ซึ่งใช้กันในฝั่งตะวันตก
ด้าน อีริก โทโพล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน Scripps Research Translational Institute กล่าวว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าการผสมวัคซีนจีนกับ mRNA booster ที่ผลิตในตะวันตกนั้นจะให้การป้องกันมากกว่าการฉีด Sinovac หรือ Sinopharm 3 - 4 เข็ม
เมื่อเดือนที่แล้ว โอลัฟ ช็อลทซ์ นายกรัฐมนตรีของเยอรมนีได้ประกาศข้อตกลงกับปักกิ่งเพื่อให้ผู้อพยพในจีนใช้วัคซีน BioNTech/Pfizer และกดดันให้รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนชาวจีนฉีดวัคซีนดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน
อาชิช จา ผู้ประสานงานการรับมือกับเชื้อโคโรนาไวรัสของสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ที่ประชุมซึ่งจัดโดย FT และ Commonwealth Fund หรือกองทุนสุขภาพเอกชน ว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งหมดบ่งชี้ว่าวัคซีนโควิดที่ผลิตในจีนนั้น ‘ไม่ดีเท่า’ การฉีดวัคซีน mRNA ที่ผลิตโดยบริษัท Moderna, BioNTech และ Pfizer
ส่วนวัคซีนโควิดชนิดอื่นๆ ที่พัฒนาขึ้นในสหราชอาณาจักรและที่อื่น อย่างวัคซีน AstraZeneca ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดก็เหนือกว่าวัคซีนที่ผลิตในจีนเช่นกัน
“ผมกังวลจริงๆ เกี่ยวกับความสามารถของจีนในการจัดการไวรัส และรักษาภูมิคุ้มกันของประชากรให้สูงด้วยวัคซีนที่พวกเขามี ผมคิดว่าพวกเขาต้องการวัคซีนคุณภาพสูงจริงๆ…เรารู้ดีว่าการใช้วัคซีนคุณภาพสูงเป็นสิ่งสำคัญ และมีกลไกมากมายสำหรับประเทศต่างๆ ในการพัฒนาและรับวัคซีน หากว่าประเทศเหล่านั้นไม่มี” จา กล่าว
อย่างไรก็ดี แรงกดดันกำลังเพิ่มพูนขึ้นภายใต้การบริหารรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีนเกี่ยวกับนโยบาย ‘dynamic zero-Covid หรือการทำให้เชื้อโควิดเป็นศูนย์อย่างมีพลวัตร’ ซึ่งต้องอาศัยการกักกันจำนวนมาก การทดสอบ และการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส ส่งผลให้เกิดการประท้วงของประชาชนขึ้นทั่วประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อตอบสนองต่อข้อจำกัดและการล็อกดาวน์ที่ประกาศใช้ในหลายเมือง
ทั้งนี้ ปักกิ่งปฏิเสธที่จะอนุมัติวัคซีนโควิดจากตะวันตก แต่ยังเลือกที่จะผลิต Sinovac และ Sinopharm เป็นหลัก ซึ่งทั้งคู่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลกแล้วเช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าวัคซีนหลักที่ผลิตในจีนให้การป้องกันระดับสูงจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตด้วยวัคซีน 3 โดส แต่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าและจางเร็วกว่าเทคโนโลยี mRNA ที่พัฒนาโดย BioNTech/Pfizer และ Moderna ซึ่งใช้กันในฝั่งตะวันตก
ด้าน อีริก โทโพล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน Scripps Research Translational Institute กล่าวว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าการผสมวัคซีนจีนกับ mRNA booster ที่ผลิตในตะวันตกนั้นจะให้การป้องกันมากกว่าการฉีด Sinovac หรือ Sinopharm 3 - 4 เข็ม
เมื่อเดือนที่แล้ว โอลัฟ ช็อลทซ์ นายกรัฐมนตรีของเยอรมนีได้ประกาศข้อตกลงกับปักกิ่งเพื่อให้ผู้อพยพในจีนใช้วัคซีน BioNTech/Pfizer และกดดันให้รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนชาวจีนฉีดวัคซีนดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน



