สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจอิหร่าน ขู่ลงโทษประเทศที่ซื้อน้ำมันอิหร่าน

16 เม.ย. 2569 - 11:21

  •   กระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายค้าน้ำมันเถื่อนของชัมคานี

  • อิหร่านขายน้ำมันให้เวเนซุเอลาแลกกับทองคำที่ราคาต่ำกว่าท้องตลาด ก่อนจะนำไปเปลี่ยนเป็นเงินสนุบสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

  • ประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกอิหร่านโจมตียอมเปิดโปงเส้นทางการเงินของอิหร่านให้สหรัฐฯ ตรวจสอบ

สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจอิหร่าน ขู่ลงโทษประเทศที่ซื้อน้ำมันอิหร่าน

สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่การกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงข่าวจากทำเนียบขาวว่า แม้ว่าปฏิบัติการโจมตีทางทหาร Operation Epic Fury จะหยุดชั่วคราวในช่วงหยุดยิง แต่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่านในชื่อ Operation Economic Fury โดยสหรัฐฯ จะเพิ่มความรุนแรงทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านมากขึ้น และเผยว่า ความพยายามดังกล่าวจะเป็น “การโจมตีทางอากาศในเชิงการเงิน” เทียบเท่ากับการโจมตีทางอากาศแบบทิ้งระเบิด

เป้าหมายแรกคือ น้ำมัน

น้ำมันเป็นแหล่งรายได้หลักของอิหร่าน สหรัฐฯ คว่ำบาตรโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งน้ำมันที่ผิดกฎหมายของอิหร่าน โดยคว่ำบาตรบุคคล บริษัท และเรือมากกว่า 24 ราย ที่ดำเนินงานอยู่ภายในเครือข่ายของ โมฮัมหมัด ฮอสเซน ชัมคานี เจ้าพ่อธุรกิจขนส่งน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งเป็นบุตรชายของ อาลี ชัมคานี อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เครือข่ายของชัมคานีค้าน้ำมันเถื่อนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เชื่อมโยงทั้งอิหร่านและรัสเซีย

เป้าหมายต่อมาคือ บริษัทบังหน้า

เครือข่ายชัมคานีหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านกลุ่มบริษัทบริหารจัดการ ให้คำปรึกษา และขนส่งที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจัดการทุกด้านของกองเรือในเครือข่าย อาทิ บริษัท Oriel Group, House of Shipping หรือ Meritron ในยูเออี

อีกเป้าหมายหนึ่งคือ กองเรือเงา (shadow fleet)

กองเรือเหล่านี้เปรียบเสมือนตลาดมืดของน้ำมันโลก เวลาเดินเรือจะปิดสัญญาณ AIS เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนธง และลักลอบขนถ่ายน้ำมันกันกลางทะเล

เป้าหมายสุดท้ายคือ เครือข่ายทองคำและกลุ่มเฮซบอลเลาะห์

ตัวละครสำคัญของเรื่องนี้คือ เซเยด นาอีมาอี บัดรอดดิน มูซาวี ชาวอิหร่านและผู้สนับสนุนทางการเงินของฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) และยังมีความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา (ที่ตอนนี้ถูกสหรัฐฯ คุมตัวอยู่)

เป็นเวลากว่า 5 ปีที่มูซาวีสร้างเครือข่ายอำนวยความสะดวกทางการเงินกับผู้กระทำความผิดทั่วโลกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านของสหรัฐฯ เพื่อผลประโยชน์ของฮิซบอลเลาะห์และระบอบการปกครองของอิหร่าน มูซาวีลักลอบนำน้ำมันอิหร่านไปขายให้เวเนซุเอลาของมาดูโร โดยแลกกับทองคำที่ได้มาในราคาต่ำกว่าราคาตลาด

ทองคำเหล่านี้ถูกส่งกลับไปยังอิหร่านให้กับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน เพื่อเป็นเงินสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ โดยการขนส่งทองคำผ่านสายการบินมาฮานแอร์ที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ไปยังสมาชิกฮิซบอลเลาะห์ในเตหะราน จากนั้นทองคำจะถูกลักลอบนำไปขายที่ยังตุรกีเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่า ใครก็ตามที่ยังทำธุรกรรมกับเครือข่ายนี้จะพลอยถูกคว่ำบาตรไปด้วย (secondary sanctions)

ขณะที่เบสเซนต์เผยว่า ประเทศต่างๆ ได้รับคำเตือนไม่ให้ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน และได้รับแจ้งว่า สหรัฐฯ จะพิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมหากประเทศเหล่านั้นมีเงินสดของอิหร่านอยู่ในบัญชีธนาคาร

ก่อนหน้านี้ จีนเคยซื้อน้ำมันดิบที่อิหร่านส่งออกมากกว่า 80% เบสเซนต์เผยว่า “เราเชื่อว่า (การปิดล้อม) ครั้งนี้ จะทำให้การซื้อน้ำมันจากจีนหยุดชะงักลง”

เพื่อนบ้านเปิดโปงเส้นทางการเงินอิหร่าน

เบสเซนต์เผยอีกว่า อิหร่านทำผิดพลาดที่ทิ้งระเบิดประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง และขณะนี้ประเทศเหล่านั้นกำลัง “เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสมากขึ้น” เกี่ยวกับเงินทุนของอิหร่านในระบบธนาคารของแต่ละประเทศ จากที่ก่อนหน้านี้เคยเก็บงำไว้ และสหรัฐฯ ขอให้ประเทศเหล่านั้นอายัดบัญชีธนาคารและเงินทุนของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) และจะพิจารณามาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมหากประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่านไม่ดำเนินการดังกล่าว

ธนาคารจีน 2 แหล่งได้รับจดหมายเตือนจากสหรัฐฯ

เบสเซนต์เผยว่า มีธนาคารจีน 2 แห่งได้รับจดหมายจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า หากพบว่ามีเงินสดของอิหร่านอยู่ในบัญชีของธนาคาร สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมกับธนาคารเหล่านั้น แต่ไม่ได้ระบุชื่อธนาคารดังกล่าว

สหรัฐฯ ปล่อยให้ข้อยกเว้นการซื้อน้ำมันจากอิหร่านกับรัสเซียหมดอายุ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ต่ออายุข้อยกเว้นให้ซื้อขายน้ำมันจากรัสเซียและจากอิหร่านที่ลอยลำอยู่กลางทะเลก่อนวันที่ 11 มีนาคม

Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์