ทำไมประเทศกำลังพัฒนาอย่างกัมพูชาเจอทรัมป์เก็บภาษีหนัก 49%

3 เม.ย. 2568 - 15:04

  • ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศแอฟริกันอีกหลายประเทศ คือกลุ่มคู่ค้าที่เจออัตราภาษีสูงที่สุดจากสหรัฐฯ

  • ทรัมป์เรียกวันนี้ว่า “วันปลดแอก” แต่นโยบายภาษีนี้กลับต้องเผชิญเสียงคัดค้านจากหลายประเทศ

  • ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเก็บภาษีประเทศกำลังพัฒนาหนักๆ เป็นการตีวัวกระทบคราด 

war_torn_struggling_countries_facing_steepest_trump_reciprocal_tariffs_SPACEBAR_Hero_9532558011.jpg

ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเมียนมาที่ต้องเผชิญทั้งสงครามกลางเมืองและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และประเทศแอฟริกันอีกหลายประเทศ คือกลุ่มคู่ค้าที่ต้องเจออัตราภาษีสูงที่สุดจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ  

นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานหลายสิบปีและสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดสงครามการค้าโลก เมื่อทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีครั้งใหญ่วันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าออกแบบมาเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ “ถูกโกง” อีกต่อไป

“นี่คือวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่ง ในความเห็นผม ในประวัติศาสตร์อเมริกัน เป็นวันประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจของเรา”

— โดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์ยังเรียกวันนี้ว่า “วันปลดแอก” แต่นโยบายภาษีนี้กลับต้องเผชิญเสียงคัดค้านจากบางประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอที่สุด ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งถึงกับบอกว่า ทรัมป์น่าจะพุ่งเป้าไปที่ประเทศที่ได้รับเงินลงทุนจากจีนมากกว่าจะคำนึงถึงสถานการณ์ในประเทศนั้นๆ  

ภาษีศุลกากรครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังระส่ำจากการปิดหน่วยงานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยชนอย่าง USAID  

กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ประชากร 17.8% อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ตามข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) คือประเทศที่เจอภาษีหนักสุดในบรรดาประเทศอาเซียนด้วยกัน (49%) 

รองลงมาจากกัมพูชาคือ ลาว ที่ถูกสหรัฐฯ ถล่มอย่างหนักในช่วงสงครามเย็น ถูกทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 48% และจากข้อมูลของ ADB ลาวมีอัตราความยากจนอยู่ที่ 18.3%  

ที่ไม่ทิ้งห่างกันมากคือ เวียดนาม ถูกเรียกเก็บ 46% และเมียนมา ถูกเรียกเก็บ 44% ทั้งที่กำลังเผชิญกับแผ่นดินไหวและสงครามกลางเมืองที่ลากยาวมาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2021  

อินโดนีเซีย ประเทศที่เศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียนเจอภาษีศุลกากรในอัตรา 32% ขณะที่ประเทศไทย ประเทศเศรษฐกิจอันดับ 2 ในภูมิภาค ถูกเรียกเก็บ 36%  

คู่แข่งสำคัญและคู้ค่าของสหรัฐฯ อย่างจีนถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ 34% นอกเหนือจากภาษี 20% ที่ทรัมป์ประกาศมาก่อนหน้านี้  

รัสเซียไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่จะถูกเรียกเก็บภาษีของทำเนียบขาว โดย สกอตต์ เบสเซ็นต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า รัสเซียไม่ได้ทำการค้ากับสหรัฐฯ จีงไม่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว 

“เราไม่ได้ค้าขายกับรัสเซียและเบลารุส ถูกมั้ย? เพราะพวกเขาถูกคว่ำบาตร” เบสเซ็นต์ระบุ และยอมรับว่าอัตราภาษีของบางประเทศ อาทิ จีน สูงกว่าที่คาดไว้ แต่ก็ระบุว่า อัตราภาษีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการเจรจา

“คำแนะนำของผมคือ อย่าตอบโต้ นั่งลง แล้วยอมรับมัน แล้วมาดูกันว่ามันจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าคุณตอบโต้ สถานการณ์จะยิ่งบานปลาย หากคุณไม่ตอบโต้ นี่คือระดับที่สูงที่สุดแล้ว”

— สกอตต์ เบสเซ็นต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

ศิวัศ ธรรมะ เนการา นักวิจัยจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์เผยว่า จริงๆ แล้วภาษีศุลกากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเสียหายให้จีน

“สิ่งที่ฝ่ายบริหารคิดคือ การพุ่งเป้าไปที่ประเทศเหล่านี้จะทำให้พวกเขาพุ่งเป้าไปที่การลงทุนของจีนในกัมพูชา ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย การพุ่งเป้าไปที่สินค้าของประเทศเหล่านี้อาจกระทบกับการส่งออกและเศรษฐกิจของจีน เป้าหมายที่แท้จริงคือจีน แต่ผลกระทบจริงๆ ต่อประเทศเหล่านี้ค่อนข้างสำคัญ เพราะการลงทุนนี้สร้างงานและรายได้จากการส่งออก”

— ศิวัศ ธรรมะ เนการา นักวิจัยจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute

เนการากล่าวว่า การเก็บภาษีศุลกากรจากอินโดนีเซียจะส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ และรายละเอียดว่าสหรัฐฯ จะบังคับใช้อย่างไรยังไม่ชัดเจน 

Quote “(บริษัท) เสื้อผ้าและรองเท้าบางแห่งเป็นแบรนด์สินค้าของสหรัฐฯ อย่าง Nike หรือ Adidas เป็นแบรนด์สัญชาติอเมริกันที่มีโรงงานในอินโดนีเซีย พวกเขาจะต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรแบบเดียวกันนี้ด้วยหรือไม่?” ศิวัศ ธรรมะ เนการา นักวิจัยจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute 

ประเทศอื่นๆ ที่ต้องเจออัตราภาษีสูงๆ คือ บรรดาประเทศในแอฟริกา รวมทั้งเลโซโท ประเทศที่ทรัมป์พูดเมื่อเดือนก่อนว่า “ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อมาก่อน” ถูกเรียกเก็บในอัตรา 50% มาดากัสการ์ 47% และบอสวานา 37% ประเทศเลโซโทซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยแอฟริกาใต้ มีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 4 มีผลเลือดเป็นบวก 

ในเอเชียใต้ ศรีลังกาถูกเรียกเก็บ 44% ในยุโรป เซอร์เบียถูกเรียกเก็บ 37%  

นอกเหนือจากภาษีตอบโต้สูงๆ ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากบางประเทศแล้ว สหรัฐฯ ยังตั้งอัตราภาษีแบบครอบจักรวาลสำหรับสินค้านำเข้าทุกชนิด 10% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เม.ย. ส่วนภาษีตอบโต้จะมีผลในวันที่ 9 เม.ย.นี้ 

ทรัมป์บอกว่าอัตราภาษีเหล่านี้เป็นการตอบโต้ประเทศที่ “โกง” สหรัฐฯ มายาวนาน และว่าภาษีใหม่นี้จะทำให้การจ้างงานกลับมาที่สหรัฐฯ  

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า การเก็บภาษีแบบหว่านไปทั่วนี้จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น กระทบการจ้างงาน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้า และแยกสหรัฐฯ ออกจากระบบการค้าโลกที่ตัวเองก่อตั้งขึ้นมา และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหลายทศวรรษ 

“นี่คือวิธีที่คุณทำลายเครื่องยนต์เศรษฐกิจของโลกในขณะที่อ้างว่ามันกำลังขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้า” ไนเจล กรีน ซีอีโอ deVere Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินระดับโลกกล่าว “ความจริงนั้นชัดเจนมาก ภาษีศุลกากรเหล่านี้จะดันให้ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันหลายพันรายการสูงขึ้น ตั้งแต่โทรศัพท์ไปจนถึงอาหาร และนั่นจะกระตุ้นให้ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาที่ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องจนไม่สบายใจอยู่แล้ว” 

Photo by Brendan SMIALOWSKI / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์