‘ริชาร์ด นิกสัน’ ปธน.สหรัฐฯ ผู้ใช้วิธีสกปรกให้ชนะเลือกตั้ง

3 มี.ค. 2566 - 15:27

  • ‘ริชาร์ด นิกสัน’ ประธานาธิบดีผู้ที่ได้ชื่อว่าทำคุณประโยชน์ให้สหรัฐฯ มากที่สุดคนหนึ่ง แต่แท้ที่จริงแล้วกลับใช้วิธีสกปรกเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง

  • ‘การทุจริต การปกปิดความลับ การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม การใช้อำนาจในทางที่ผิด’ จุดพลิกผันในชีวิตที่ทำให้นิกสันต้องประกาศลาออกอย่างน่าอับอาย

Watergate_scandal_richard_nixon_president_us_SPACEBAR_Thumbnail_98ff95ebd8.jpeg
ว่ากันว่าเส้นทางสายการเมืองของผู้นำแต่ละคนไม่ได้สละสลวยและโรยด้วยกลีบกุหลาบสักเท่าใดนัก ในแต่ละรัฐบาลต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ที่บางปัญหานั้นหยั่งรากลึกมาอย่างยาวนานจนยากที่จะแก้ไข ซึ่งถึงแม้จะต้องการกำจัดแต่ก็ต้องใช้เวลา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์อันแน่วแน่และภูมิหลังของผู้นำแต่ละคน  

ทว่าหากพูดถึงการเมืองขึ้นมาสิ่งแรกๆ ที่เราอาจนึกถึงก็คงหนีไม่พ้น ‘การทุจริตคอรัปชัน’ เพราะไม่ว่าจะรัฐบาลไหนๆ ประเทศใดๆ ก็มักจะมีเรื่องทุจริตเข้ามาพัวพันกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามันจะเป็นไปในรูปแบบไหนก็เท่านั้นเอง อย่างเช่น การติดสินบนเพื่อให้ได้ดำรงตำแหน่ง การยักยอกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือแม้แต่การใช้อำนาจในทางที่ผิด 

เรามักเห็นกันอยู่บ่อยครั้งในการเมืองไทยหรือที่เรารู้จักกันดีผ่านวลีที่ว่า ‘วงจรอุบาทว์’ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปกี่รัฐบาล ก็ดูเหมือนว่าปัญหาเหล่านี้ยังคงอยู่ และมีทีท่าว่าจะกำจัดได้ยากเสียด้วย 

อันเนื่องมาจากเรื่องของผลประโยชน์ อิทธิพล เส้นสาย และอำนาจเงิน ไม่เข้าใครออกใคร แล้วเหตุอันใดทำไมประชาชนต้องเป็นผู้รับเคราะห์จากสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ก่อด้วยล่ะ? ในขณะที่นักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลบางคนยังลอยหน้าลอยตาในสังคมได้อย่างไม่มีสำนึกเลยสักนิด 

ต่อไปนี้จะพาย้อนดูคดีทางการเมืองสุดอื้อฉาว ‘วอเตอร์เกต (Watergate Scandal)’ ในสมัยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในปี 1972-1974 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคดีที่สะเทือนศรัทธาชาวอเมริกันต่อประธานาธิบดีมากที่สุด และเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ จนท้ายที่สุดนิกสันจำต้องลาออกไป 

จุดเริ่มต้นของเรื่องอื้อฉาว 

Watergate_scandal_richard_nixon_president_us_SPACEBAR_Photo01_ee11bfb477.jpeg
สำนักงานใหญ่วอเตอร์เกตในเวลานั้น (Wikipedia / Carol M. Highsmith)
เรื่องราวการสืบสวนที่เผยให้เห็นการใช้อำนาจโดยมิชอบหลายครั้งโดยฝ่ายบริหาร และการใช้มาตรการที่ก้าวร้าวของประธานาธิบดีนิกสันเพื่อปกปิดอาชญากรรม 

จุดกำเนิดของการบุกทำลายวอเตอร์เกตเกิดจากบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เป็นมิตรในสมัยนั้น ในปี 1972 เมื่อนิกสันจากพรรครีพับลิกันลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ ประกอบกับการที่สหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับสงครามเวียดนามที่ภายหลังเกิดการแบ่งแยกประเทศเป็นฝ่ายเหนือใต้อย่างลึกซึ้ง 

ในเดือนพฤษภาคม 1972 ตามหลักฐานที่ปรากฏในภายหลัง เมื่อสมาชิกของคณะกรรมการนิกสินสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ (รู้จักกันในชื่อ CREEP) ได้บุกเข้าไปในสำนักงานใหญ่วอเตอร์เกตของคณะกรรมการแห่งชาติพรรคเดโมแครต และขโมยสำเนาเอกสารลับสุดยอด พร้อมทั้งติดเครื่องดักฟังโทรศัพท์สำนักงานด้วย 

ทว่าการดักฟังโทรศัพท์นั้นกลับล้มเหลว ทำให้ผู้บุกรุกราว 5 คนกลับไปที่อาคารวอเตอร์เกตอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายน ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมบุกเข้าไปในสำนักงานพร้อมกับไมโครโฟนตัวใหม่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็สังเกตเห็นว่ามีคนติดเครื่องดักฟังบริเวณที่ล็อคประตูหลายบานของอาคาร จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเรียกตำรวจซึ่งมาถึงทันเวลาและจับพวกเขาได้อย่างคาหนังคาเขาพอดี  

แต่ยังไม่ชัดเจนในทันทีว่าผู้บุกรุกมีความเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีนิกสันหรือไม่ แม้ว่าจะมีการตั้งข้อสงสัยเมื่อนักสืบพบสำเนาหมายเลขโทรศัพท์ทำเนียบขาวของคณะกรรมการการเลือกตั้งใหม่อยู่กับผู้บุกรุก 

ในเดือนสิงหาคม นิกสันกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งสาบานว่าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับการบุกรุก และแน่นอนว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อเขา ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 1972 เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้งด้วยชัยชนะอย่างถล่มทลาย  

ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม 

Watergate_scandal_richard_nixon_president_us_SPACEBAR_Photo02_6adb497026.jpeg
CONSOLIDATED NEWS PICTURES / AFP
ทว่าคำสาบานตนของนิกสันกลับไม่เป็นความจริงดังที่กล่าวไว้ เพราะไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุบุกรุก เขาก็เสนอเงินหลายแสนดอลลาร์สหรัฐให้กับพวกผู้บุกรุกเพื่อปิดปาก 

จากนั้นนิกสัน และผู้ช่วยของเขาก็วางแผนสั่งให้สำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ขัดขวางการสืบสวนอาชญากรรมของสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ซึ่งพฤติกรรมตรงส่วนนี้เองที่หลายคนต่างมองว่ามันเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่าการบุกรุกเสียอีก โดยเป็นการใช้อำนาจของประธานาธิบดีในทางที่ผิดและการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมโดยเจตนา 

ในขณะเดียวกัน ผู้สมรู้ร่วมคิด 7 คนก็ถูกตั้งข้อหาในคดีวอเตอร์เกต โดย 5 คนสารภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการพิจารณาคดีตามคำแนะนำผู้ช่วยของนิกสัน และอีก 2 คนถูกตัดสินในเดือนมกราคม 1973 

ในเวลานั้นเองที่ผู้คน รวมถึง บ็อบ วู้ดวาร์ด และ คาร์ล เบิร์นชไตน์ นักข่าวของ Washington Post ที่ได้รับการแจ้งเบาะแสนิรนามจาก ‘Deep Throat’ ตลอดจน จอห์น ซิริกา ผู้พิพากษา และสมาชิกคณะกรรมการสอบสวนของวุฒิสภาต่างเริ่มสงสัยถึงกระบวนการอันไม่โปร่งใสซึ่งอาจมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้น ขณะเดียวกัน ผู้สมรู้ร่วมคิดบางคนก็เริ่มกระวนกระวายใจเก็บความลับไม่อยู่เพราะทนแรงกดดันไม่ไหว  

ผู้ช่วยของนิกสันจำนวนหนึ่ง รวมทั้งจอห์น ดีน ที่ปรึกษาทำเนียบขาว ได้ให้การต่อหน้าคณะลูกขุนใหญ่เกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมของประธานาธิบดี และเปิดเผยว่านิกสันได้แอบบันทึกทุกการสนทนาที่เกิดขึ้นในห้องทำงานประธานาธิบดี (Oval Office) ซึ่งหากว่าอัยการได้เทปเหล่านั้นมา พวกเขาก็จะมีหลักฐานเอาผิดนิกสันได้ 

นิกสันพยายามอย่างยิ่งที่จะปกปิดเทปดังกล่าวในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงปี 1973 โดยทนายความของเขาโต้แย้งว่าสิทธิพิเศษของประธานาธิบดีอนุญาตให้นิกสันเก็บเทปไว้ได้คนเดียว แต่ผู้พิพากษาซิริกา รวมถึงคณะกรรมการวุฒิสภา และ อาร์ชิบัลด์ ค็อกซ์ อัยการพิเศษ ต่างก็มุ่งมั่นที่จะเอาเทปมาให้ได้เช่นกัน 

ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในคืนวันเสาร์ 

Watergate_scandal_richard_nixon_president_us_SPACEBAR_Photo03_79c45cc3af.jpeg
ชาวอเมริกันออกมาประท้วงต่อต้านประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Photo: CONSOLIDATED NEWS PICTURES / AFP)
เมื่ออัยการค็อกซ์ยังคงไม่ล้มเลิกที่จะหาทางเอาเทปมาเป็นหลักฐานให้ได้ นิกสันจึงสั่งให้เขาถูกไล่ออก โดยเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมหลายคนต่างพากันลาออกเพื่อประท้วงนิกสัน ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม 1973 เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘Saturday Night Massacre’ จนในที่สุดนิกสันก็ตกลงที่จะมอบเทปบางส่วนให้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด 

กระทั่งช่วงต้นปี 1974 การปกปิดและความพยายามที่จะขัดขวางการสืบสวนของคดีวอเตอร์เกตก็เริ่มคลี่คลาย จนในวันที่ 1 มีนาคม คณะลูกขุนใหญ่ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยอัยการพิเศษคนใหม่ได้ฟ้องอดีตผู้ช่วยของนิกสัน 7 คนในข้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีวอเตอร์เกต ซึ่งคณะลูกขุนเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถฟ้องร้องประธานาธิบดีที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ได้หรือไม่ โดยพวกเขาเรียกนิกสันว่าเป็น ‘ผู้สมรู้ร่วมคิดที่ไม่มีความผิด’ 

ในเดือนกรกฎาคม 1974 ศาลฎีกาสั่งให้นิกสันส่งเทปที่เหลืออยู่ให้ศาล ขณะที่นิกสันเองไม่เต็มใจที่ส่งเทปและถ่วงเวลาออกไป จนท้ายที่สุดคณะกรรมการตุลาการประจำสภาต่างลงมติฟ้องร้องนิกสันในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจโดยมิชอบ ปกปิดอาชญากรรม และละเมิดรัฐธรรมนูญหลายประการ 

นิกสันประกาศลาออก

Watergate_scandal_richard_nixon_president_us_SPACEBAR_Photo04_d551cc3e9f.jpeg
ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน พร้อมด้วย อัลวิน สไนเดอร์ ผู้ช่วยพิเศษของทำเนียบขาว ขณะที่กำลังเตรียมการประกาศลาออกในปี 1974 (Wikipedia/ Oliver Atkins)
ท้ายที่สุดในวันที่ 5 สิงหาคม 1974 นิกสันก็ได้เผยแพร่เทปที่เหลือดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักฐานที่มัดตัวเขาว่ามีส่วนรู้เห็นในคดีอาชญากรรมวอเตอร์เกต เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงถูกฟ้องให้ลงจากตำแหน่ง และประกาศลาออกด้วยความอับอายในวันที่ 8 สิงหาคม 1974  

6 สัปดาห์ต่อมา หลังจากรองประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี และเขาได้ให้อภัยโทษแก่นิกสันสำหรับอาชญากรรมใดๆ ที่เขาก่อขึ้นขณะดำรงตำแหน่ง แต่โชคไม่ดีนักสำหรับผู้ช่วยบางคนของนิกสัน ซึ่งพวกเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดร้ายแรงและถูกส่งตัวไปยังเรือนจำกลาง 

ไม่ว่าจะเป็น จอห์น มิตเชลล์ อดีตอัยการสูงสุดแห่งสหรัฐฯ สมัยนิกสัน จำคุก 19 เดือนในข้อกล่าวหาเข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาว ขณะที่ผู้บงการในคดีวอเตอร์เกตอย่าง จี. กอร์ดอน ลิดดี อดีตเจ้าหน้าที่ FBI จำคุกไป 4 ปีครึ่ง ส่วน เอช. อาร์. ฮาลเดอแมน อดีตเสนาธิการทำเนียบขาว จำคุก 19 เดือน และ จอห์น แอร์ลิคแมน อดีตที่ปรึกษาประจำทำเนียบขาว จำคุก 18 เดือนในข้อหาพยายามปกปิดการบุกรุก 

สำหรับนิกสันนั้น เขาไม่เคยยอมรับการกระทำผิดทางอาญา แม้เขาจะยอมรับว่าเขาตัดสินใจผิดก็ตาม อย่างไรก็ดี การใช้อำนาจในทางที่ผิดของเขามีผลยาวนานต่อชีวิตทางการเมืองของอเมริกาที่ทั้งสร้างบรรยากาศของการเหยียดหยาม ความไม่ไว้วางใจ และความเคลือบแคลงใจต่อประธานาธิบดี 

ในขณะที่ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยเลยรู้สึกผิดหวังอย่างมากกับผลของสงครามเวียดนาม และเสียใจกับการถูกลอบสังหารของ โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี อดีตอัยการสูงสุดแห่งสหรัฐฯ และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ศาสนาจารย์ รวมถึงผู้นำคนอื่นๆ ในทศวรรษก่อนหน้า 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นทำให้คำว่า ‘วอเตอร์เกต’ ถูกบัญญัติเป็นศัพท์การเมืองในฐานะคำที่มีความหมายเหมือนกันกับ ‘การทุจริตและเรื่องอื้อฉาว’ ซึ่งเรื่องอื้อฉาววอเตอร์เกตนับเป็นคดีที่เปลี่ยนการเมืองอเมริกันไปตลอดกาล ชาวอเมริกันจำนวนมากต่างออกมาตั้งคำถามถึงผู้นำของพวกเขา และยังหมดศรัทธาในตัวประธานาธิบดีของพวกเขาอีกด้วย

เข้าสำนวนที่ว่า ‘ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด’ การทุจริตต่อให้เก็บเป็นความลับแน่นหนาแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมีสักวันที่มันรั่วออกมาได้อยู่ดี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์