นักวิทย์ไขสาเหตุ ‘น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต’ ทำไมมวลน้ำมหาศาลถึงกลืนเมือง คร่าชีวิตทะลุ 160 ราย

27 ส.ค. 2569 - 13:36

  • เหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อยกว่า 160 ราย ขณะที่นักท่องเที่ยวสูญหายอีกหลายร้อยคน

  • เนปาลกำลังกลายเป็นจุดเสี่ยงวิกฤตของภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศในขณะที่โลกกำลังร้อนขึ้น

  • ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังคงอยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดภัยพิบัติครั้งนี้...ว่าจริงๆ แล้วเกิดจากอะไรกันแน่

นักวิทย์ไขสาเหตุ ‘น้ำท่วมใหญ่เนปาล-ทิเบต’ ทำไมมวลน้ำมหาศาลถึงกลืนเมือง คร่าชีวิตทะลุ 160 ราย

เหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อยกว่า 160 ราย ขณะที่นักท่องเที่ยวสูญหายอีกหลายร้อยคน 

แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมวลน้ำป่ารุนแรงที่หลากเข้าถล่มและทำลายเมือง ถนน รวมถึงสะพานในเนปาลและทิเบต แต่เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า “เนปาลกำลังกลายเป็นจุดเสี่ยงวิกฤตของภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศในขณะที่โลกกำลังร้อนขึ้น” 

ขณะนี้ผืนน้ำแข็งขนาดใหญ่กำลังละลาย และลาดเขาหินเริ่มพังทลายลงมาเนื่องจากสูญเสียความมั่นคง เมื่อธารน้ำแข็งเปลี่ยนเป็นน้ำจนเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่บนเทือกเขาสูง การละลายในช่วงฤดูร้อนก็อาจทำให้ทะเลสาบเหล่านี้แตกและทะลักลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้ ยิ่งไปกว่านั้น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงยังทำให้เกิดฝนตกหนักรุนแรง ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิต 

เกิดจาก ‘เหตุดินถล่ม’ : เป็นไปได้มากที่สุด 

(Photo by Satellite Image, News Reports)
(Photo by Satellite Image, News Reports)


เมื่อเวลา 08:37 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 26 สิงหาคม ระบบตรวจวัดของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ได้รายงานในตอนแรกว่า “ตรวจพบแรงสั่นสะเทือนขนาด 4.4 บริเวณชายแดนเนปาล-จีน ทางตอนเหนือของกรุงกาฐมาณฑุ ซึ่งในตอนแรกคาดว่าเป็นแผ่นดินไหว”  

ในเวลาใกล้เคียงกัน ได้เกิดเหตุหิมะและหินถล่มขนาดใหญ่พังทลายลงมาจากลาดเขา มวลเศษซากเหล่านี้ได้ไหลบ่าเข้าสู่แม่น้ำเลนเด โคลา (Lhende Khola) ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโภเต โกชิ (Bhote Koshi) ที่ไหลผ่านหุบเขาลึกจากประเทศจีนข้ามมายังเนปาล 

แม้จะต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด แต่เบื้องต้นทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเชื่อว่า “มีก้อนธารน้ำแข็งขนาดมหึมาแตกหักออกจากภูเขาและร่วงถล่มลงสู่หุบเขาเบื้องล่างจนกลายเป็นชนวนเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้” 

ในเวลาต่อมา USGS ได้ชี้แจงว่า “แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เกิดจากเหตุดินถล่มที่รุนแรงเป็นพิเศษ ซึ่งแรงกระแทกจากการถล่มนั้นรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2 พูดง่าย ๆ ก็คือ เหตุการณ์ธารน้ำแข็งและดินถล่มในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว แต่เป็นดินถล่มต่างหากที่สร้างแรงสั่นสะเทือนจนดูเหมือนแผ่นดินไหว” 

แดเนียล ชูการ์ นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยคาลการี ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า “สิ่งที่เป็นโจทย์ยากและเหลือเชื่อมาก คือปริมาณมวลน้ำมหาศาลอย่างน่ากลัวตามที่ปรากฏในคลิปวิดีโอต่าง ๆ”  

“เหตุการณ์นี้เริ่มจากมวลน้ำแข็งและหินขนาดใหญ่ถล่มลงมาจากภูเขาอย่างรวดเร็ว และกวาดเอาเศษตะกอนดินหินตามลาดเขาติดลงมาด้วย ซึ่งตะกอนเหล่านั้นมีน้ำสะสมอยู่จนอิ่มตัวอยู่แล้วเนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูมรสุม มวลผสมทั้งหมดจึงแปรสภาพเป็นโคลนถล่มรุนแรงหลากลงสู่เบื้องล่าง”

ทีมนักวิทยาศาสตร์ตั้งทฤษฎี 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า แม้ดินถล่มจะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเทศเนปาลซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัยที่อุณหภูมิกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นที่ตั้งของธารน้ำแข็งหลายพันแห่งที่กำลังละลายและสูญเสียความมั่นคงเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น” 

“อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการพังทลายของธารน้ำแข็งจนนำไปสู่อุทกภัยคร่าชีวิตในเนปาลครั้งนี้ เนื่องจากน้ำที่ละลายจากหิมะสามารถซึมเข้าไปตามรอยแยกของธารน้ำแข็งและชั้นหินบนภูเขา ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างทั้งหมดอ่อนตัวลงและทรุดถล่มในที่สุด”

ชูการ์ อธิบายเพิ่มเติม 

อย่างไรก็ตาม อาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือน เพื่อพิสูจน์และระบุให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในเหตุการณ์นี้ 

การเอ่อทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง : เป็นไปได้น้อย 

เนปาลถือเป็นประเทศที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ‘ทะเลสาบธารน้ำแข็งเอ่อล้นทะลัก’ (GLOF) เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ธารน้ำแข็งละลายจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ เมื่อมีปริมาณน้ำมากเกินไป ก็จะพังคันดินหรือกำแพงน้ำแข็งที่กักเก็บไว้ ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลพร้อมเศษซากหินดินไหลบ่าทะลักลงสู่ลาดเขาเบื้องล่างทันที 

“เขื่อนธารน้ำแข็งตามธรรมชาติเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเขื่อนที่มนุษย์สร้างขึ้นเลย หากลองจินตนาการถึงเขื่อนฮูเวอร์ที่มีทะเลสาบขนาดมหึมากักเก็บอยู่ด้านหลัง ถ้าอยู่ ๆ เขื่อนนั้นถูกทำลายลง มวลน้ำทั้งหมดก็ต้องหาทางไป และมันจะไหลบ่าทะลักลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง กลายเป็นคลื่นน้ำท่วมขนาดใหญ่มหึมาทันที”

ทอม โรบินสัน อาจารย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรีในนิวซีแลนด์ ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับ CNN ไว้ 

รายงานวิจัยล่าสุดระบุว่า “นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย รวมถึงในเนปาล ละลายเร็วขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งวิกฤตนี้กำลังสร้างความเสี่ยงครั้งใหญ่ต่อประชากรเกือบ 2 ล้านคนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ตอนล่าง” 

แม้เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่แถบนี้เมื่อปีที่แล้ว จะมีต้นตอมาจากภัยพิบัติทะเลสาบธารน้ำแข็งระเบิดในทิเบตซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียง แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ 

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า “ข้อสันนิษฐานนี้เป็นไปได้น้อยมาก” โดย วูล์ฟกัง ชแวงฮาร์ต ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยฟรีแห่งเบอร์ลินในเยอรมนี เผยกับ CNN ว่า “ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดชี้ชัดว่า ไม่มีทะเลสาบขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของเส้นทางน้ำท่วมเลย ดังนั้น เราจึงสามารถตัดประเด็นเรื่องทะเลสาบธารน้ำแข็งระเบิดทิ้งไปได้ทันที” 

ฝนตกหนัก : แทบเป็นไปไม่ได้เลย 

(Photo by PRABIN RANABHAT / AFP)
(Photo by PRABIN RANABHAT / AFP)

สภาพอากาศในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า “ปริมาณฝนไม่น่าจะมีบทบาทสำคัญ หรือเป็นชนวนเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในเนปาลครั้งนี้” 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมและสถานีตรวจวัดสภาพอากาศโดยทีมพยากรณ์อากาศของ CNN Weather พบว่า “ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีรายงานการเกิดฝนตกหนักเป็นวงกว้างในพื้นที่ดังกล่าว” 

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้มักมีฝนตกชุกที่สุดในช่วงฤดูร้อนเนื่องจากอิทธิพลของมรสุม โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีพายุฝนตกลงมาบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตบ้างบางส่วน ซึ่งการรวมกันของฝนตามฤดูกาลและมวลหิมะที่ละลายสะสมมานานหลายเดือน น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายต่าง ๆ เอ่อล้นและไหลเชี่ยวมากกว่าปกติ 

(Photo by PRAKASH MATHEMA / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์