หลังจากสภาเกาหลีใต้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดียุนซ็อกยอล เมื่อวันเสาร์ (14 ธ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น) ด้วยมติ 204 ต่อ 85 จากกรณีที่ยุนตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกอย่างหุนหันพลันแล่นเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ประเทศเข้าสู่ความวุ่นวายทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองเกาหลี ก็เกิดคำถามตามมาว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?’
อนาคตของ ‘ยุนซ็อกยอล’ จะเป็นอย่างไรต่อ?
อำนาจของประธานาธิบดียุนจะ ‘ถูกระงับ’ แต่เขายังคงดำรงตำแหน่งอยู่ และยังได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากข้อกล่าวหาส่วนใหญ่ ยกเว้นการก่อกบฏหรือการทรยศ ในเวลานี้ นายกฯ ฮันด็อกซู ซึ่งยุนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจะเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแทน
ศาลรัฐธรรมนูญต้องตัดสินภายใน 180 วันว่าจะปลดยุนออกจากตำแหน่ง หรือปฏิเสธการถอดถอนและคืนอำนาจให้เขาหรือไม่ หากศาลปลดยุนออกจากตำแหน่งหรือเขาลาออก จะต้องมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใน 60 วัน โดยศาลสามารถทำการไต่สวนครั้งแรกเมื่อใดก็ได้หลังจากที่ได้รับมติการถอดถอนจากรัฐสภา
จองชุงแร สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านจากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี (DP) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมาธิการกฎหมายและตุลาการของรัฐสภา จะเป็นผู้นำคดีถอดถอนยุนออกจากตำแหน่ง
ทั้งนี้ ยังไม่มีการประกาศทีมกฎหมายของยุน แต่เนื่องจากยุนเคยดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดมาก่อนที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี จึงมีรายงานว่าเขาอาจดึงอดีตเพื่อนร่วมงานมาร่วมทีม หรือให้เป็นตัวแทนเขาเองก็ได้
ระหว่างนี้นายกฯ ฮันด็อกซู จะรักษาการแทน

นายกฯ ฮันด็อกซู จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำชั่วคราว และจะบริหารประเทศเป็นเวลาสูงสุด 8 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะพิจารณาคำร้องถอดถอนนานแค่ไหน และจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไร
ฮันให้คำมั่นในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อประเทศครั้งแรกในฐานะรักษาการประธานาธิบดีว่าจะรับรองการปกครองที่มีเสถียรภาพ “ผมจะทุ่มเทความแข็งแกร่งและความพยายามทั้งหมดของผมเพื่อสร้างหลักประกันว่าการปกครองจะมีเสถียรภาพ”
ยุนกำลังเผชิญกับการสอบสวนทางอาญา
ในช่วงเวลานี้ ยุนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนต้องเผชิญกับการสอบสวนทางอาญาในข้อกล่าวหา ‘ก่อกบฏ ใช้อำนาจในทางมิชอบ และขัดขวางไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิของตัวเอง’
ทีมอัยการพิเศษที่รับผิดชอบการสืบสวนกรณีที่ยุนประกาศกฎอัยการศึก ได้ส่งหมายเรียกยุนมาพบเมื่อวันพุธ (11 ธ.ค.) โดยขอให้เขามาสอบปากคำในเวลา 10.00 น. ของวันอาทิตย์ (15 ธ.ค.) แต่ยุนก็ไม่มาปรากฏตัว
รายงานระบุว่าอัยการมีแผนที่จะออกหมายเรียกอีกครั้งในวันจันทร์ (16 ธ.ค.) นอกจากนี้ ยุนยังถูกสั่งพักงานจากการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดี ขณะเดียวกัน อัยการก็ได้ขอหมายจับเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง รวมถึงหัวหน้าหน่วยสงครามพิเศษกองทัพบกและหัวหน้าหน่วยป้องกันเมืองหลวงด้วย
การฟ้องร้องจะดำเนินต่อไปอย่างไร...

ในการพิจารณาคดีครั้งล่าสุดที่เกี่ยวกับประธานาธิบดีนั้น เกิดขึ้นในปี 2017 หลังจาก พัคกึนฮเย อดีตประธานาธิบดีคนที่ 11 ถูกรัฐสภาฟ้องถอดถอนจากข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต ใช้อำนาจในทางมิชอบ และขาดคุณสมบัติการเป็นผู้นำ ซึ่งครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลา 92 วันในการพิจารณามติและถอดถอนเธอออกจากตำแหน่ง
ทว่าครั้งหนึ่ง โนมูฮยอน อดีตประธานาธิบดีคนที่ 9 ก็เคยถูกถอดถอนในปี 2004 ฐานละเมิดกฎหมายการเลือกตั้งและขาดคุณสมบัติผู้นำ แต่ศาลตัดสินว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการปลดเขาออกจากตำแหน่ง และตัดสินให้เขากลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งจนครบวาระ
ภายใต้รัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ ศาลต้องลงมติ 6 เสียงจากคณะผู้พิพากษา 9 คน เพื่อ ‘ปลด’ ประธานาธิบดีที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง แต่ขณะนี้มีตำแหน่งว่าง 3 ตำแหน่ง นั่นหมายความว่าผู้พิพากษาชุดปัจจุบันจะต้องลงมติเป็นเอกฉันท์เท่านั้น (เห็นชอบทั้ง 6 เสียง) เพื่อปลดยุนออกจากตำแหน่ง
สำหรับตำแหน่งว่างทั้ง 3 ตำแหน่งนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องแต่งตั้ง แต่ฝ่ายค้านและพรรครัฐบาลในสภายังไม่สามารถตกลงกันเรื่องการแต่งตั้งตุลาการได้
พรรค DP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก และมีเสียงข้างมากในรัฐสภา กำลังหาทางแต่งตั้งตำแหน่งตุลาการที่ว่างอยู่ ทั้งนี้คาดว่า ฮันด็อกซู ประธานาธิบดีรักษาการ ก็จะไม่ขัดขวางการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งฝ่ายค้านคนใด “คาดว่ารัฐสภาจะแต่งตั้งผู้พิพากษาภายในสิ้นปีนี้” โจซองแล โฆษกพรรค DP กล่าว
“มีแนวโน้มสูงมากที่ผู้พิพากษาจะถอดถอนยุนออก เนื่องจากการประกาศกฎอัยการศึก ละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน...ชัดเจนว่ายุน ‘ตั้งใจที่จะขัดขวางหน้าที่ของรัฐ’...แม้แต่นักวิชาการสายอนุรักษนิยมที่สุดก็ยังยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ต่อระเบียบรัฐธรรมนูญ”
— คิมฮยุนจอง นักวิจัยจากสถาบันกฎหมาย มหาวิทยาลัยเกาหลี บอกกับสำนักข่าว AFP
อีแจ-มยอง หัวหน้าพรรค DP กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “การตัดสินอย่างรวดเร็วเป็นหนทางเดียวที่จะลดความวุ่นวายในชาติที่เกิดจากการประกาศกฎอัยการศึกในระยะเวลาสั้นๆ ของยุนได้”
แล้วใครจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป...

“อีแจ-มยอง ผู้นำฝ่ายค้าน”
นักวิเคราะห์กล่าวว่า “อีแจ-มยอง ผู้นำฝ่ายค้านคือตัวเต็งที่จะได้เป็นประธานาธิบดี...อีได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในช่วงเวลาที่วุ่นวายหลังจากประกาศกฎอัยการศึก และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการลงมติถอดถอน” ยูจองฮุน ทนายความและนักเขียนคอลัมน์การเมือง กล่าว
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี 2022 อีพ่ายแพ้ยุนด้วยคะแนนเสียงที่ห่างกันน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของเกาหลีใต้ ซึ่งห่างกันประมาณ 0.7%
ทว่าการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขากลับถูกขัดขวางด้วยเรื่องอื้อฉาวหลายเรื่อง รวมทั้งคำตัดสินของศาลในเดือนพฤศจิกายนที่พบว่าเขามีความผิดฐานละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง ส่งผลให้ต้องรอลงอาญา
หากคำตัดสินนี้เป็นจริง อีแจ-มยองจะถูกตัดสิทธิ์ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ขณะที่ ฮันดงฮุน หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (PPP) จากฝั่งรัฐบาล และ โอเซฮุน นายกเทศมนตรีกรุงโซล ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว
“แม้ว่าการพิจารณาคดีของอีจะยังไม่ชัดเจน แต่ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าศาลอุทธรณ์จะยืนตามคำพิพากษาที่รอการตัดสิน และตัดสินก่อนการเลือกตั้งหรือไม่... หากอีชนะการเลือกตั้ง กระบวนการทางกฎหมายต่ออีจะยุติลง เพราะเขาได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะประธานาธิบดี” ยูจองฮุน กล่าว
ผลสำรวจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากกว่า 52% สนับสนุนให้อีเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ขณะที่คู่แข่งคนอื่นๆ มีคะแนนตามหลังเพียงหลักเดียว
Photo by Handout / South Korean Presidential Office via Yonhap / AFP




