จากคดีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยถูกจับกุมตัวที่สนามบินเมลเบิร์นของออสเตรเลียหลังพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าที่เธอรับหิ้วมา ก่อนหน้านี้มีคดีหนึ่งของออสเตรเลียที่ศาลตัดสินว่า การพบยาเสพติดของกลางอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีความผิด แต่โจทย์ต้องพิสูจน์ให้ได้ด้วยว่า จำเลย “รู้” ว่าเป็นยาเสพติด
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1982 เมื่อเหอกอเต๋ถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์นหลังเดินทางมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย พร้อมกระเป๋าเดินทางที่มีก้นกระเป๋าซ่อนอยู่ ซึ่งภายในบรรจุเฮโรอีนหนัก 2.78 กิโลกรัม มูลค่าในตลาดขณะนั้นอยู่ที่ราว 5.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เขาถูกตั้งข้อหา 2 ข้อหาคือ นำเข้าและครอบครองยาเสพติด
ชัดเจนว่ายาเสพติดอยู่ในกรเป๋าของเหอกอเต๋ แต่ลำพังของกลางอย่างเดียวจะเพียงพอให้ศาลสั่งลงโทษหรือไม่
ในชั้นศาลชั้นต้น ฝ่ายพนักงานอัยการยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเหอกอเต๋มีความผิดฐานนำเข้ายาเสพติด คดีควรถูกจัดประเภทเป็น “ความรับผิดเด็ดขาด” ดังนั้นเพียงพิสูจน์ว่า “มีการนำเข้ามาจริง” และ “มีการครอบครองของกลางจริง” ก็เพียงพอแล้วที่จะลงโทษจำเลย ฝ่ายโจทก์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าเหอกอเต๋รู้หรือมีเจตนาเกี่ยวกับยาเสพติด ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับจำเลยที่จะต้องพิสูจน์โดยใช้หลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าเขามี “ความเชื่อโดยสุจริตและสมเหตุสมผล” ว่ายาเสพติดไม่ได้อยู่ที่นั่น
ฝ่ายเหอกอเต๋อ้างว่าไม่รู้ว่ามียาเสพติดอยู่ในกระเป๋า แต่ไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ ศาลจึงตัดสินว่าเขามีความผิดให้ลงโทษจำคุก 20 ปี
เมื่อมีการยื่นอุทธรณ์คดีนี้ ศาลสูงของออสเตรเลียตัดสินว่า เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา และเนื่องจากความผิดฐานนำเข้ายาเสพติดเป็นข้อหาที่ร้ายแรง กฎหมายออสเตรเลียกำหนดให้พนักงานอัยการมีหน้าที่พิสูจน์ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะนำเข้าเฮโรอีน ไม่สามารถตัดสิทธิ์จำเลยด้วยหลักความรับผิดเด็ดขาดได้ ฝ่ายโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหารู้ว่ามียาเสพติดอยู่ในกระเป๋า ดังนั้นจึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขามีเจตนาที่จะนำเข้ายาเสพติด ศาลจึงตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด
อย่างไรก็ตาม ศาลตัดสินว่าฝ่ายโจทก์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหารู้เรื่องยาเสพติดจริงๆ “การเพิกเฉยโดยเจตนา” ก็เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการกระทำผิดและทำให้มีความผิด ตัวอย่างเช่น นักเดินทางที่เกิดความสงสัย และจงใจไม่สอบถามเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงการรับรู้ความจริง การเพิกเฉยโดยเจตนานี้ก็เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการรู้เห็นเพื่อวัตถุประสงค์ของการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว
หากมีหลักฐานว่า จำเลยสังเกตเห็นความผิดปกติแต่เลือกหลบเลี่ยงไม่ค้นหาความจริง คำกล่าวอ้างลอยๆ ว่า “ไม่รู้” จะไม่สามารถใช้เป็นเกราะป้องกันความผิดได้ เช่น กรณีรับฝากกระเป๋าหรือสิ่งของโดยไม่ตรวจสอบ หากภายหลังพบว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย (เช่น ยาเสพติด) และศาลพิจารณาพบว่า จำเลยมีเหตุให้สงสัยแต่แรก แต่เจตนาไม่เปิดดูเพื่อจะได้อ้างว่า “ไม่รู้” จำเลยอาจถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานรู้เห็นเป็นใจได้
ในทางกลับกัน หากจำเลยสงสัยว่าอาจมียาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอยู่ในกระเป๋า และตรวจเช็คอย่างละเอียดแล้วแต่ไม่พบอะไร กรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นการเพิกเฉยโดยเจตนา
โดยสรุปคือ ศาลสูงได้ตัดสินว่า ในการจะตัดสินว่าใครมีความผิดฐานนำเข้าหรือครอบครองยาเสพติด พนักงานอัยการต้องพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของยาเสพติด การมีเพียงแค่ยาเสพติดอยู่ในกระเป๋าเดินทางนั้นไม่เพียงพอ คดีนี้กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในออสเตรเลียเกี่ยวกับเจตนาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
คดีของเหอกอเต๋วางหลักไว้ว่า ฝ่ายโจทก์ต้องพิสูจน์ “การมีอยู่” (รู้ว่ายาเสพติดอยู่ในกระเป๋า) “ลักษณะของสิ่งของ” (รู้ว่าสารนั้นเป็นยาเสพติด) และ “การควบคุม” (การครอบครอง) สิ่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในออสเตรเลียอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งมาตรฐานการพิสูจน์ที่สูงขึ้น และเน้นความสำคัญของการพิสูจน์เจตนาทุจริตของผู้ถูกกล่าวหา มากกว่าการพิสูจน์เพียงแค่การครอบครอง
แต่ข้อเท็จจริงในคดีของแอร์สาวไทยนั้น เราต้องมาดูกันต่อว่า เธอในฐานะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งมีกฎห้ามรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของของบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด จะอ้างว่า “ไม่รู้” ในศาลออสเตรเลียได้หรือไม่
Photo by TORSTEN BLACKWOOD / AFP





