องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า “อัตราการเสียชีวิตจากการระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) อยู่ระหว่าง 30-50%”
อาเนส์ เลอกองด์ จากทีมควบคุมโรคอุบัติใหม่ที่มีความรุนแรงสูงของ WHO กล่าวว่า “การประเมินอัตราการเสียชีวิตที่แก้ไขใหม่นี้อ้างอิงจากผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลแล้ว...‘มันเป็นตัวเลขที่สูงมาก’ นั่นหมายความว่าคนติดเชื้อทุกๆ 10 คน จะมีคนเสียชีวิตสูงถึง 5 คนเลยทีเดียว”
นอกจากนี้ เลอกองด์ยังกล่าวอีกว่า “มีผู้ป่วยรายหนึ่งหายดีจากโรคอีโบลาและได้รับอนุญาตให้ออกจากศูนย์การแพทย์ใน DRC เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม หลังจากผลตรวจเป็นลบสองครั้ง ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ได้รับการยืนยันว่าหายดีจากการระบาดครั้งนี้”
นับตั้งแต่ประกาศระบาดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม WHO พบผู้ติดเชื้ออีโบลา (รวมทั้งที่ยืนยันแล้วและสงสัยว่าติดเชื้อ) รวมมากกว่า 1,000 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 233 ราย โดยแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตที่ยืนยันผลแล้ว 10 ราย และผู้เสียชีวิตที่อยู่ในข่ายสงสัยอีก 223 ราย
“สิ่งนี้สามารถหยุดยั้งได้...WHO ไม่สนับสนุนการสั่งห้ามเดินทาง เนื่องจากมาตรการเหล่านั้น ‘ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก’ เราจะผ่านพ้นการระบาดครั้งนี้ไปด้วยกัน เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ”
— เตโวโดรส อัดฮาโนม ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO บอกกับผู้สื่อข่าว
WHO เปิดเผยว่า “ขนาดที่แท้จริงของการระบาดอาจใหญ่กว่าที่เห็นอย่างมีนัยสำคัญ เราเชื่อว่าไวรัสได้แพร่กระจายโดยไม่มีการตรวจพบมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว”
การระบาดครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 17 ที่มีการบันทึกไว้ในประเทศแถบแอฟริกากลางอันกว้างใหญ่นี้ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน ทั้งนี้โรคดังกล่าวถูกพบครั้งแรกที่นี่ในปี 1976 และจากข้อมูลของ WHO พบว่าอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ 50% จากการระบาดทั้งหมดที่ผ่านมา
แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความพยายามในการบรรเทาทุกข์ซับซ้อนยิ่งขึ้น ก็คือ การที่ศูนย์กลางการระบาดตั้งอยู่ในภูมิภาคที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบของกลุ่มติดอาวุธต่างๆ
“ความขัดแย้งและการอพยพย้ายถิ่นฐานทำให้ทุกอย่างยากขึ้น ผมขอเรียกร้องโดยตรงไปยังทุกฝ่ายที่ทำสงครามในภูมิภาคนี้ โปรดประกาศหยุดยิง มันไม่คุ้มที่จะเอาชีวิตคนบริสุทธิ์มาทิ้งจากโรคที่สามารถป้องกันและรักษาได้”
— เตโวโดรส กล่าว
(Photo by JOSPIN MWISHA / AFP)





