การเมืองฟิลิปปินส์กำลังดุเดือด หลังรองประธานาธิบดี ซารา ดูแตร์เต ลูกสาวอดีตประธานาธิบดี โรดริโด ดูแตร์เต ขู่ฆ่าประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ กันอย่างโจ่งแจ้ง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ดูแตร์เตคนลูกขู่ต่อหน้าสาธารณชนว่า เธอจ้างนักฆ่าเพื่อสังหารประธานาธิบดี ภริยาของเขา และประธานสภาผู้แทนราษฎร หากตัวเธอเองถูกสังหาร ซึ่งถือเป็นการข่มขู่ต่อสาธารณชน และเธอเตือนว่า “มันไม่ใช่เรื่องตลก”
ขณะที่ มาร์กอส จูเนียร์ พูดถึงเหตุการณ์ที่ดูแตร์เตขู่จะฆ่าเขาโดยมือสังหารว่าเป็นแผนการของอาชญากร พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับเรื่องนี้ “ไม่ควรปล่อยให้แผนการร้ายดังกล่าวผ่านไป” มาร์กอส กล่าวในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อของดูแตร์เตโดยตรง “ผมจะต่อสู้กับมัน...ในฐานะประเทศประชาธิปไตย เราต้องรักษาหลักนิติธรรม”
“รัฐบาลถือว่าภัยคุกคามทั้งหมดต่อประธานาธิบดีเป็นเรื่อง ‘ร้ายแรง’ และให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยข่าวกรองเพื่อสืบสวนภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น และผู้กระทำความผิด...ภัยคุกคามใดๆ ต่อชีวิตของประธานาธิบดีจะต้องได้รับการรับรอง และถือเป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติ” เอ็ดดูอาร์โด อาโน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าว
ต้นตอความขัดแย้ง...

มาร์กอสลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีร่วมกับดูแตร์เตในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2022 และทั้งคู่ได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายจากการรณรงค์หาเสียงที่เรียกร้องให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ
แต่ผู้นำทั้งสองและพรรคของพวกเขาต่างก็มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงแนวทางของพวกเขาในการโต้แย้งการอ้างสิทธิ์ดินแดนอย่างก้าวร้าวของจีนในทะเลจีนใต้ที่เป็นข้อพิพาท ในเวลาต่อมาดูแตร์เตลาออกจากคณะรัฐมนตรีของมาร์กอสในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและหัวหน้าหน่วยงานต่อต้านการก่อความไม่สงบในเดือนมิถุนายน
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดูแตร์เต กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ความสัมพันธ์ของเธอกับมาร์กอส ‘แย่ลงมาก’...
สำหรับสาเหตุที่ดูแตร์เตออกมาขู่นั้นคาดว่า มีต้นตอมาจากคำสั่งของสมาชิกรัฐสภาให้กักขัง ซูเลกา โลเปซ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของดูแตร์เตชั่วคราวในเรือนจำ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าขัดขวางการสอบสวนของรัฐสภาเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณของดูแตร์เตโดยมิชอบขณะดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ทางการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองทัพได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับประธานาธิบดีทันที ขณะที่ทางกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าจะเรียกรองประธานาธิบดีมาสอบสวน “ภัยคุกคามดังกล่าวเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของชาติ” คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กล่าว
ส่วนทางด้านกองกำลังความมั่นคงของประธานาธิบดีได้ประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อตรวจจับ และป้องกันภัยคุกคามใดๆ ทั้งสิ้นต่อประธานาธิบดีและครอบครัวแล้ว
“ขณะนี้ภัยคุกคามของดูแตร์เตอยู่ระหว่างการสอบสวน และอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ หากหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ก็อาจนำไปสู่การดำเนินคดีในที่สุด” สำนักงานสื่อสารประธานาธิบดีระบุในแถลงการณ์
เมื่อวันจันทร์ (25 พ.ย.) ที่ผ่านมา เจสซี แอนเดรส ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ดูแตร์เตจะถูกเรียกตัวสอบสวน” พร้อมบอกอีกว่า “รองประธานาธิบดีเป็น ‘ผู้วางแผนลอบสังหารประธานาธิบดี’...รัฐบาลจะระดมทรัพยากรทั้งหมด และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อระบุตัวผู้ต้องสงสัยในคดีลอบสังหาร และพิจารณาโทษทางอาญา...เราต้องรักษาระเบียบในสังคมที่เจริญด้วยการยึดมั่นในหลักนิติธรรม และเราจะใช้อำนาจและความรุนแรงของกฎหมายอย่างเต็มที่ในเหตุการณ์นี้”
ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาของฟิลิปปินส์ระบุว่า การพูดต่อสาธารณะเช่นนี้อาจเข้าข่ายความผิดฐานขู่เข็ญว่าจะกระทำผิดต่อบุคคล หรือครอบครัวของบุคคลนั้น ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ
รัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ระบุว่า หากประธานาธิบดีเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวร ถูกปลดจากตำแหน่ง หรือลาออก รองประธานาธิบดีจะเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน และทำหน้าที่จนครบวาระ
ในเวลาต่อมา ดูแตร์เตพยายามจะถอนคำพูดของเธอ และบอกว่าคำพูดเหล่านั้นไม่ได้เป็นภัยคุกคามจริงๆ แต่เป็นเพียงการแสดงความกังวลต่อภัยคุกคามต่อชีวิตของเธอเองเท่านั้น “ถ้าฉันแสดงความกังวล พวกเขาจะบอกว่ามันเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของประธานาธิบดีใช่ไหม...ไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องฆ่าเขา ฉันจะได้ประโยชน์อะไร” ดูแตร์เต กล่าว





