ว่ากันในเรื่องของ ‘ความฝัน’ หากกล่าวกันตามหลักจิตวิทยาอาจอธิบายได้ถึงสิ่งที่เรากำลังกังวลอยู่ขณะนั้น มันจึงส่งผลให้เราฝันออกมาแบบนั้น เช่น ฝันว่าถูกไล่ล่า อาจสะท้อนถึงความกังวลว่าเรากำลังหลีกหนีการเผชิญหน้ากับความจริง หรืออะไรบางอย่าง แต่บางคนก็เชื่อว่าความฝันเป็นลางบอกเหตุ เช่น ฝันว่าหวีหัก อาจทำนายได้ว่า เราอาจจะเสียของรักไป
เคยสงสัยไหมว่าแม้ว่าเราจะเรียนจบทำงานเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และไม่ได้ไปโรงเรียนมานานหลายปีแล้ว แต่ทำไมบางครั้งเรายังคงฝันเห็นว่าตัวเองกำลังนั่งทำข้อสอบอยู่ล่ะ บ้างก็ฝันว่านอนตื่นสายไปสอบไม่ทันบ้าง ฝันว่าเข้าห้องสอบผิด ฝันว่าไม่ได้เตรียมตัวมาสอบเลย หรือแม้กระทั่งสอบตก
คำถามก็คือ ทำไมผู้ใหญ่บางคนถึงยังฝันเกี่ยวกับ ‘โรงเรียนและการทำข้อสอบ’ อยู่อีก?
แน่นอนว่าหากเราฝันแบบนี้ในคืนก่อนวันสอบจริง มันคงเป็นเพราะความกังวลเรื่องคะแนนสอบอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ทิ้งห่างจากวัยเรียนมานานหลายปี ทว่าจิตใต้สำนึกกลับยังคงฉายภาพเหล่านี้ลูปไปมา เบื้องหลังความฝันนี้อยู่มันเพราะอะไรกัน...?
-เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลัง ‘เครียด’-

เรื่องนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ โดยการวิจัยด้านความจำชี้ให้เห็นว่า “ผู้ใหญ่ที่มีอายุเกิน 40 ปี มักจะมีความทรงจำที่ชัดเจนและฝังใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมพวกเขายังฝันถึงเรื่องโรงเรียนด้วยความวิตกกังวล แทนที่จะเป็นประสบการณ์ในวัยทำงาน อย่างการสัมภาษณ์งานหรือการพบปะลูกค้า”
หากฝันว่าไปโรงเรียนสายสอบไม่ทัน ในทางจิตวิทยาไม่ได้หมายถึงลางบอกเหตุล่วงหน้า แต่สถานการณ์ในฝันนี้กำลังเป็นตัวแทนสะท้อนว่า ในชีวิตจริงตอนนี้ คุณกำลังตกอยู่ในสภาวะกดดัน กังวลว่าตัวเองกำลังจะทำภารกิจบางอย่างไม่ทันเวลา หรือกลัวว่าจะพลาดโอกาสสำคัญครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงานไปนั่นเอง
นั่นอาจเป็นเพราะว่าโรงเรียนคือ ‘สมรภูมิแห่งแรก’ ที่สอนให้เราดึงความเครียดออกมาใช้…
โรงเรียนเป็นสถานที่แรกในชีวิตที่มนุษย์เราได้เรียนรู้และสัมผัสกับความวิตกกังวลอย่างจริงจัง รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึกอันหนักหน่วงทั้งความเครียด การแบกรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง และความสับสนงุนงง ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า ‘โรงเรียนเป็นสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล’ ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะลบเลือนหรือเปลี่ยนการรับรู้นั้นออกไปจากสมอง มันจึงยังคงตามมาปรากฏให้เห็นในความฝัน แม้ว่าเราจะเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
“ประชากรวัยผู้ใหญ่ราวๆ 60-75% มักจะเจอกับความฝันในลักษณะเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นฝันร้ายซ้ำๆ ที่ถือเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย โดยความฝันเหล่านี้ โดยเฉพาะความฝันในแง่ลบ มักจะสะท้อนถึงวันที่ยากลำบาก วันที่เต็มไปด้วยความเครียด สิ่งท้าทาย หรือเหตุการณ์บางอย่างที่กระตุ้นให้เราเกิดความวิตกกังวลในชีวิตจริง”
— ดร. รุกชิดา ไซดา นักจิตบำบัดจากเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ให้ข้อมูล
ดร.ไซดากล่าวเสริมว่า “หากปัจจุบันเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน เช่น ช่วงเวลาที่เราคาดหวังอยากให้ผลงานออกมาดีเลิศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก สภาวะเหล่านี้ก็สามารถกระตุ้นให้จิตใต้สำนึกขุดเอาความฝันร้ายรูปแบบเดิมกลับมาหลอกหลอนเราได้เช่นกัน”
-เรากำลังรู้สึกว่าชีวิตในช่วงนี้ถูกทดสอบ หรือถูกตัดสิน-

ความจริงแล้ว สิ่งนี้อธิบายได้ว่า ความฝันเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อเรากำลังเผชิญกับความวิตกกังวลอย่างหนักในชีวิต เนื่องจาก ‘ห้องสอบ’ เป็นสถานที่แรกในอดีตที่เราถูกประเมินผลโดยผู้มีอำนาจ และเป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้สัมผัสกับคำว่าความสำเร็จ หรือความล้มเหลวผ่านผลงานของตัวเองดังนั้น ภาพการสอบในฝันจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนสะท้อน ‘เหตุการณ์ปัจจุบันที่เรากำลังรู้สึกเหมือนถูกทดสอบ ถูกตัดสิน หรือรู้สึกว่าเราจะสามารถทำตามความคาดหวังของใครบางคนได้หรือไม่’
บางครั้ง ฝันร้ายเหล่านี้ก็เกิดจากการที่เราพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกท้าทายและความกดดันในการดำเนินชีวิตตามบรรทัดฐานของสังคมเอาไว้ สอดคล้องกับที่ เจน เทเรซา แอนเดอร์สัน นักวิเคราะห์ความฝัน ได้กล่าวไว้ว่า “เราอาจกำลังรู้สึกว่าความคาดหวังเหล่านั้นยังไม่ได้รับการตอบสนอง จิตใต้สำนึกจึงสั่งให้เราหวนกลับไปดึงความเครียดในรูปแบบเดียวกับตอนที่อยู่ในห้องสอบ แล้วระบายมันออกมาผ่านความฝัน”
“ความฝันเหล่านี้เป็นเพียงผลลัพธ์ตกค้างจากช่วงชีวิตในอดีตที่ผ่านมา และไม่มีผลใดๆ เลย แทนที่จะเสียเวลาครุ่นคิดกับมัน เราควรมองไปข้างหน้าและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ดีกว่า นอกจากนี้ การทำกิจกรรมผ่อนคลายจิตใจก่อนนอนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยป้องกันไม่ให้ฝันร้ายได้ด้วย”
— ดร. คัมนา ชิบบาร์ หัวหน้าแผนกสุขภาพจิตและพฤติกรรมศาสตร์ของกลุ่มโรงพยาบาลฟอร์ติส ประเทศอินเดีย อธิบาย
ขณะที่ ดร.ไซดากล่าวเสริมว่า “แต่หากฝันร้ายเหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเกินไป และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มันอาจเป็นสัญญาณเตือนรบกวนจิตใจที่บ่งบอกถึงภาวะวิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ การเข้าพบเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญก็ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด”





