รายงานเชิงวิเคราะห์: เกาะกรีนแลนด์ในมิติประวัติศาสตร์ ยุทธศาสตร์ และการเมืองโลก

22 ม.ค. 2569 - 12:58

  • เกาะกรีนแลนด์ (Greenland) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

  • แนวคิดการซื้อเกาะกรีนแลนด์โดยสหรัฐอเมริกาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการนำเสนอมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์

รายงานเชิงวิเคราะห์: เกาะกรีนแลนด์ในมิติประวัติศาสตร์ ยุทธศาสตร์ และการเมืองโลก

1. ความเป็นมาและการถือครองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

เกาะกรีนแลนด์ (Greenland) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานที่ยาวนานหลายพันปี โดยเริ่มจากกลุ่มชนพื้นเมือง Paleo-Inuit ที่อพยพมาจากอเมริกาเหนือ ต่อมาในศตวรรษที่ 10 ชาวไวกิ้งนำโดย Erik the Red ได้เริ่มเข้ามาตั้งรกรากและตั้งชื่อเกาะว่า "กรีนแลนด์" เพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัย ในช่วงเวลาดังกล่าว กรีนแลนด์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนอร์เวย์ 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อนอร์เวย์เข้าสู่สหภาพกับเดนมาร์ก ทำให้กรีนแลนด์ตกอยู่ภายใต้การดูแลของสหภาพเดนมาร์ก-นอร์เวย์ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1814 ภายหลังสงครามนโปเลียนสิ้นสุดลง ได้มีการลงนามใน สนธิสัญญาคีล (Treaty of Kiel) ซึ่งส่งผลให้นอร์เวย์ต้องแยกตัวออกจากเดนมาร์กไปรวมกับสวีเดน แต่เดนมาร์กยังคงสิทธิในการถือครองดินแดนโพ้นทะเลรวมถึงกรีนแลนด์ไว้ได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1953 กรีนแลนด์ได้เปลี่ยนสถานะจากอาณานิคมมาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ และได้รับอำนาจปกครองตนเอง (Home Rule) ในปี ค.ศ. 1979 จนกระทั่งขยายขอบเขตเป็นเขตปกครองตนเองระดับสูง (Self-Government) ในปี ค.ศ. 2009 

2. ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเกาะกรีนแลนด์ 

ความสำคัญของกรีนแลนด์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ขนาดพื้นที่ แต่รวมถึงตำแหน่งที่ตั้งและทรัพยากรธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ภายใต้น้ำแข็ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองด้านหลัก ดังนี้: 

ด้านความมั่นคง (Security) 

กรีนแลนด์ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า GIUK gap (Greenland, Iceland, and the United Kingdom) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างมหาสมุทรอาร์กติกและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ ได้จัดตั้งฐานทัพอากาศ Thule Air Base (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Pituffik Space Base) เพื่อใช้เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธข้ามทวีป ในปัจจุบันเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย เส้นทางเดินเรือใหม่ๆ ในอาร์กติกเริ่มเปิดออก ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นจุดเฝ้าระวังการขยายอิทธิพลทางทหารของรัสเซียและจีนในภูมิภาคนี้ 

ด้านเศรษฐกิจ (Economy) 

กรีนแลนด์ถูกมองว่าเป็น "ขุมทรัพย์แห่งอาร์กติก" เนื่องจากมีการค้นพบแหล่งแร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements) มหาศาล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงอุตสาหกรรมประมงที่เป็นรายได้หลักของเกาะในปัจจุบัน 

การทหาร

ฐานทัพ Pituffik เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ 

ทรัพยากร

แร่ธาตุหายาก, ยูเรเนียม, สังกะสี, และทองคำ 

เส้นทางเดินเรือ

การควบคุมเส้นทางเดินเรืออาร์กติกที่สั้นกว่าเส้นทางเดิม 

ภูมิอากาศ

ศูนย์กลางการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก 

3. สภาวะปัจจุบัน: การปกครอง เศรษฐกิจ และประชากร 

ในปัจจุบัน กรีนแลนด์มีสถานะเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยมีโครงสร้างที่ซับซ้อนดังนี้: 

  • การปกครอง: มีรัฐสภา (Inatsisartut) และรัฐบาลท้องถิ่น (Naalakkersuisut) ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารกิจการภายในเกือบทั้งหมด เช่น การศึกษา สาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เดนมาร์กยังคงดูแลด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และนโยบายการเงิน
  • เศรษฐกิจ: กรีนแลนด์ยังคงพึ่งพาเงินอุดหนุนประจำปีจากเดนมาร์ก (Block Grant) ประมาณ 3.9 พันล้านโครนเดนมาร์ก (ราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของงบประมาณรัฐ รายได้หลักอื่นๆ มาจากการส่งออกสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งและปลาฮาลิบัต 
  • ประชากร: มีประชากรประมาณ 57,000 คน โดยส่วนใหญ่ (ราว 90%) เป็นชาวอินูอิต (Inuit) หรือลูกผสม ซึ่งมีความผูกพันทางวัฒนธรรมและภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ 

4. ประวัติการซื้อเกาะกรีนแลนด์: อดีตจนถึงปัจจุบัน 

แนวคิดการซื้อเกาะกรีนแลนด์โดยสหรัฐอเมริกาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการนำเสนอมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์: 

  1. ค.ศ. 1867: ภายหลังการซื้ออลาสก้าจากรัสเซีย William H. Seward รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เสนอให้ซื้อกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ เนื่องจากมองเห็นความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และทรัพยากร แต่ข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง 
  2. ค.ศ. 1946: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดี Harry S. Truman ได้เสนอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กด้วยทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่ามหาศาลในปัจจุบัน) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในช่วงเริ่มต้นของสงครามเย็น แต่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว 
  3. ค.ศ. 2019 และปัจจุบัน: ประธานาธิบดี Donald Trump ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกด้วยการแสดงความสนใจซื้อเกาะกรีนแลนด์อีกครั้ง โดยระบุว่าเป็น "ดีลอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่" และเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 21 

ผลของการพยายามซื้อ: จนถึงปัจจุบัน ทุกความพยายามยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเดนมาร์กและรัฐบาลท้องถิ่นกรีนแลนด์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย" และมองว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นอธิปไตยและสิทธิของประชาชนบนเกาะ 

5. การวิเคราะห์: ความจำเป็นของสหรัฐฯ หรือความต้องการของทรัมป์? 

คำถามที่ว่าการซื้อกรีนแลนด์เป็นความจำเป็นของชาติหรือเป็นเพียงความต้องการส่วนตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้: 

ในแง่ของ ความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ มีความกังวลอย่างแท้จริงต่อการขยายอิทธิพลของจีนในอาร์กติกผ่านนโยบาย "Polar Silk Road" และการเสริมกำลังทหารของรัสเซีย การครอบครองกรีนแลนด์จะช่วยให้สหรัฐฯ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมภูมิภาคขั้วโลกเหนือและเข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุที่จำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ 

อย่างไรก็ตาม วิธีการนำเสนอของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มองในเชิง "ธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์" ถูกวิจารณ์ว่าเป็นความต้องการสร้างมรดกทางการเมือง (Legacy) ที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับการซื้ออลาสก้าหรือลุยเซียนาในอดีต ซึ่งการใช้วิธีการกดดันพันธมิตรอย่างเดนมาร์กอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าผลดี 

6. เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย และผลกระทบที่ตามมา 

หากพิจารณากรณีที่สหรัฐฯ สามารถซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ เปรียบเทียบกับกรณีที่ซื้อไม่ได้ จะมีผลกระทบที่แตกต่างกันดังนี้: 

ซื้อได้สำเร็จ

- สหรัฐฯ คุมยุทธศาสตร์อาร์กติกเบ็ดเสร็จ

- ความมั่นคงด้านแร่ธาตุหายาก

- กรีนแลนด์อาจได้รับการลงทุนมหาศาล 

- ภาระงบประมาณมหาศาลในการอุดหนุนเกาะ- ความขัดแย้งรุนแรงกับ EU และพันธมิตร NATO- ปัญหาสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านจากชนพื้นเมือง 

ซื้อไม่ได้

- รักษาความสัมพันธ์อันดีกับเดนมาร์กและ EU

- คงไว้ซึ่งระเบียบโลกที่เคารพอธิปไตย

- กรีนแลนด์มีอิสระในการตัดสินใจเอง 

- สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากจีน/รัสเซีย

- การเข้าถึงทรัพยากรต้องผ่านการเจรจาที่ซับซ้อน

- ความเสี่ยงที่กรีนแลนด์จะหันไปพึ่งพาเงินทุนจากจีน 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา 

หากสหรัฐฯ ยังคงกดดันเพื่อครอบครองกรีนแลนด์ อาจนำไปสู่การสั่นคลอนของพันธมิตร NATO และทำให้เดนมาร์กต้องกระชับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปมากขึ้นเพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ ในทางกลับกัน หากกรีนแลนด์ประกาศเอกราชจากเดนมาร์กในอนาคต เกาะแห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่การแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดระหว่างมหาอำนาจโลก (สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน) เพื่อแย่งชิงสิทธิในการขุดเจาะทรัพยากรและเส้นทางเดินเรือ 

บทสรุป 

เกาะกรีนแลนด์ได้เปลี่ยนผ่านจากดินแดนที่ห่างไกลและหนาวเหน็บ มาเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 แม้ว่าการซื้อขายดินแดนในรูปแบบเดิมอาจเป็นไปได้ยากในยุคปัจจุบัน แต่ความพยายามของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามของภูมิภาคอาร์กติก ทั้งในมิติด้านความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจโลกในอนาคต 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์