1. ความเป็นมาและการถือครองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เกาะกรีนแลนด์ (Greenland) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานที่ยาวนานหลายพันปี โดยเริ่มจากกลุ่มชนพื้นเมือง Paleo-Inuit ที่อพยพมาจากอเมริกาเหนือ ต่อมาในศตวรรษที่ 10 ชาวไวกิ้งนำโดย Erik the Red ได้เริ่มเข้ามาตั้งรกรากและตั้งชื่อเกาะว่า "กรีนแลนด์" เพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัย ในช่วงเวลาดังกล่าว กรีนแลนด์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนอร์เวย์
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อนอร์เวย์เข้าสู่สหภาพกับเดนมาร์ก ทำให้กรีนแลนด์ตกอยู่ภายใต้การดูแลของสหภาพเดนมาร์ก-นอร์เวย์ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1814 ภายหลังสงครามนโปเลียนสิ้นสุดลง ได้มีการลงนามใน สนธิสัญญาคีล (Treaty of Kiel) ซึ่งส่งผลให้นอร์เวย์ต้องแยกตัวออกจากเดนมาร์กไปรวมกับสวีเดน แต่เดนมาร์กยังคงสิทธิในการถือครองดินแดนโพ้นทะเลรวมถึงกรีนแลนด์ไว้ได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1953 กรีนแลนด์ได้เปลี่ยนสถานะจากอาณานิคมมาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ และได้รับอำนาจปกครองตนเอง (Home Rule) ในปี ค.ศ. 1979 จนกระทั่งขยายขอบเขตเป็นเขตปกครองตนเองระดับสูง (Self-Government) ในปี ค.ศ. 2009
2. ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเกาะกรีนแลนด์
ความสำคัญของกรีนแลนด์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ขนาดพื้นที่ แต่รวมถึงตำแหน่งที่ตั้งและทรัพยากรธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ภายใต้น้ำแข็ง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองด้านหลัก ดังนี้:
ด้านความมั่นคง (Security)
กรีนแลนด์ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า GIUK gap (Greenland, Iceland, and the United Kingdom) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างมหาสมุทรอาร์กติกและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ในช่วงสงครามเย็น สหรัฐฯ ได้จัดตั้งฐานทัพอากาศ Thule Air Base (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Pituffik Space Base) เพื่อใช้เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธข้ามทวีป ในปัจจุบันเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย เส้นทางเดินเรือใหม่ๆ ในอาร์กติกเริ่มเปิดออก ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นจุดเฝ้าระวังการขยายอิทธิพลทางทหารของรัสเซียและจีนในภูมิภาคนี้
ด้านเศรษฐกิจ (Economy)
กรีนแลนด์ถูกมองว่าเป็น "ขุมทรัพย์แห่งอาร์กติก" เนื่องจากมีการค้นพบแหล่งแร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements) มหาศาล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาด นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงอุตสาหกรรมประมงที่เป็นรายได้หลักของเกาะในปัจจุบัน
การทหาร
ฐานทัพ Pituffik เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ
ทรัพยากร
แร่ธาตุหายาก, ยูเรเนียม, สังกะสี, และทองคำ
เส้นทางเดินเรือ
การควบคุมเส้นทางเดินเรืออาร์กติกที่สั้นกว่าเส้นทางเดิม
ภูมิอากาศ
ศูนย์กลางการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
3. สภาวะปัจจุบัน: การปกครอง เศรษฐกิจ และประชากร
ในปัจจุบัน กรีนแลนด์มีสถานะเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยมีโครงสร้างที่ซับซ้อนดังนี้:
- การปกครอง: มีรัฐสภา (Inatsisartut) และรัฐบาลท้องถิ่น (Naalakkersuisut) ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารกิจการภายในเกือบทั้งหมด เช่น การศึกษา สาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เดนมาร์กยังคงดูแลด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และนโยบายการเงิน
- เศรษฐกิจ: กรีนแลนด์ยังคงพึ่งพาเงินอุดหนุนประจำปีจากเดนมาร์ก (Block Grant) ประมาณ 3.9 พันล้านโครนเดนมาร์ก (ราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของงบประมาณรัฐ รายได้หลักอื่นๆ มาจากการส่งออกสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งและปลาฮาลิบัต
- ประชากร: มีประชากรประมาณ 57,000 คน โดยส่วนใหญ่ (ราว 90%) เป็นชาวอินูอิต (Inuit) หรือลูกผสม ซึ่งมีความผูกพันทางวัฒนธรรมและภาษาที่เป็นเอกลักษณ์
4. ประวัติการซื้อเกาะกรีนแลนด์: อดีตจนถึงปัจจุบัน
แนวคิดการซื้อเกาะกรีนแลนด์โดยสหรัฐอเมริกาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการนำเสนอมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์:
- ค.ศ. 1867: ภายหลังการซื้ออลาสก้าจากรัสเซีย William H. Seward รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เสนอให้ซื้อกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์ เนื่องจากมองเห็นความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และทรัพยากร แต่ข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง
- ค.ศ. 1946: หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดี Harry S. Truman ได้เสนอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กด้วยทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่ามหาศาลในปัจจุบัน) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในช่วงเริ่มต้นของสงครามเย็น แต่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว
- ค.ศ. 2019 และปัจจุบัน: ประธานาธิบดี Donald Trump ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกด้วยการแสดงความสนใจซื้อเกาะกรีนแลนด์อีกครั้ง โดยระบุว่าเป็น "ดีลอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่" และเป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 21
ผลของการพยายามซื้อ: จนถึงปัจจุบัน ทุกความพยายามยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเดนมาร์กและรัฐบาลท้องถิ่นกรีนแลนด์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย" และมองว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นอธิปไตยและสิทธิของประชาชนบนเกาะ
5. การวิเคราะห์: ความจำเป็นของสหรัฐฯ หรือความต้องการของทรัมป์?
คำถามที่ว่าการซื้อกรีนแลนด์เป็นความจำเป็นของชาติหรือเป็นเพียงความต้องการส่วนตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:
ในแง่ของ ความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ มีความกังวลอย่างแท้จริงต่อการขยายอิทธิพลของจีนในอาร์กติกผ่านนโยบาย "Polar Silk Road" และการเสริมกำลังทหารของรัสเซีย การครอบครองกรีนแลนด์จะช่วยให้สหรัฐฯ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมภูมิภาคขั้วโลกเหนือและเข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุที่จำเป็นต่อความมั่นคงของชาติ
อย่างไรก็ตาม วิธีการนำเสนอของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มองในเชิง "ธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์" ถูกวิจารณ์ว่าเป็นความต้องการสร้างมรดกทางการเมือง (Legacy) ที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับการซื้ออลาสก้าหรือลุยเซียนาในอดีต ซึ่งการใช้วิธีการกดดันพันธมิตรอย่างเดนมาร์กอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าผลดี
6. เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย และผลกระทบที่ตามมา
หากพิจารณากรณีที่สหรัฐฯ สามารถซื้อกรีนแลนด์ได้สำเร็จ เปรียบเทียบกับกรณีที่ซื้อไม่ได้ จะมีผลกระทบที่แตกต่างกันดังนี้:
ซื้อได้สำเร็จ
- สหรัฐฯ คุมยุทธศาสตร์อาร์กติกเบ็ดเสร็จ
- ความมั่นคงด้านแร่ธาตุหายาก
- กรีนแลนด์อาจได้รับการลงทุนมหาศาล
- ภาระงบประมาณมหาศาลในการอุดหนุนเกาะ- ความขัดแย้งรุนแรงกับ EU และพันธมิตร NATO- ปัญหาสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านจากชนพื้นเมือง
ซื้อไม่ได้
- รักษาความสัมพันธ์อันดีกับเดนมาร์กและ EU
- คงไว้ซึ่งระเบียบโลกที่เคารพอธิปไตย
- กรีนแลนด์มีอิสระในการตัดสินใจเอง
- สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากจีน/รัสเซีย
- การเข้าถึงทรัพยากรต้องผ่านการเจรจาที่ซับซ้อน
- ความเสี่ยงที่กรีนแลนด์จะหันไปพึ่งพาเงินทุนจากจีน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา
หากสหรัฐฯ ยังคงกดดันเพื่อครอบครองกรีนแลนด์ อาจนำไปสู่การสั่นคลอนของพันธมิตร NATO และทำให้เดนมาร์กต้องกระชับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปมากขึ้นเพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ ในทางกลับกัน หากกรีนแลนด์ประกาศเอกราชจากเดนมาร์กในอนาคต เกาะแห่งนี้จะกลายเป็นพื้นที่การแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดระหว่างมหาอำนาจโลก (สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน) เพื่อแย่งชิงสิทธิในการขุดเจาะทรัพยากรและเส้นทางเดินเรือ
บทสรุป
เกาะกรีนแลนด์ได้เปลี่ยนผ่านจากดินแดนที่ห่างไกลและหนาวเหน็บ มาเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 แม้ว่าการซื้อขายดินแดนในรูปแบบเดิมอาจเป็นไปได้ยากในยุคปัจจุบัน แต่ความพยายามของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามของภูมิภาคอาร์กติก ทั้งในมิติด้านความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจโลกในอนาคต





