ดูเหมือนว่าเหตุประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศของอิหร่านจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการปราบปรามผู้ประท้วงของรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตทะลุ 2,000 ราย และถึงแม้รัฐบาลจะเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอก อีกทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะปฏิบัติการทางทหารหากรัฐบาลไม่หยุดปราบปรามผู้ประท้วง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณของการแตกแยกภายในกลุ่มชนชั้นนำด้านความมั่นคงของรัฐบาลแต่อย่างใด...
รัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี’ เผชิญกับการลุกฮือครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 5 แล้วนับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามัคคีของรัฐบาล แม้ว่าจะเผชิญกับวิกฤตภายในประเทศที่ลึกซึ้งและยังไม่ได้รับการแก้ไขก็ตาม
“เว้นแต่ว่าความไม่สงบตามท้องถนนและแรงกดดันจากนานาชาติจะกระตุ้นให้เกิดการแปรพักตร์ในระดับสูง ถึงแม้สถาบันหลักจะอ่อนแอลง แต่ก็น่าจะยังคงยืนหยัดอยู่ต่อไปได้” นักการทูตจากรัฐบาลในตะวันออกกลางบอกกับ Reuters
แต่คำถามก็คือ ‘ทำไมรัฐบาลคาเมเนอียังคงมีอิทธิพลอยู่ และไม่ล่มสลาย ทั้งๆ ที่เผชิญกับการประท้วงที่รุนแรงขึ้น และยังถูกกดดันจากนานาชาติอีก...?’

และคำตอบก็คือ “อิหร่านมีสถาบันทรงอำนาจที่หยั่งรากลึกด้วยความสามัคคี และมีกองกำลังรักษาความปลอดภัยที่ยังคงจงรักภักดีอย่าง ‘กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน’ (IRGC) ซึ่งเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในประเทศ และเป็นผู้นำในการปราบปรามการประท้วง”
“โครงสร้างความมั่นคงหลายชั้นของอิหร่าน ซึ่งมีกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหารบาซิจเป็นแกนหลัก ที่รวมกันแล้วมีจำนวนเกือบ 1 ล้านคน นั่นจึงทำให้การบีบบังคับจากภายนอกโดยปราศจากความแตกแยกภายในรัฐบาลเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง” วาลี นาสร์ นักวิชาการชาวอิหร่าน-อเมริกัน และผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งในภูมิภาคและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าว
นาสร์ กล่าวเสริมว่า “หากต้องการให้รัฐบาลอิหร่านล่มสลาย ก็จะต้องมีฝูงชนลงถนนประท้วงเป็นเวลานานกว่านี้ และต้องมีการแตกแยกของรัฐ หรือบางส่วนของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังรักษาความปลอดภัย อาจต้องมีการแปรพักตร์”
ขณะที่ อลัน ไอยร์ อดีตนักการทูตสหรัฐฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน มองว่า “หากต้องการให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ผู้ประท้วงจะต้องสร้างแรงผลักดันให้มากพอที่จะเอาชนะข้อได้เปรียบที่ฝังรากลึกของรัฐ ได้แก่ :
- สถาบันที่ทรงอำนาจ และความสามัคคีของสถาบันที่หยั่งรากลึก
- กลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนมากที่ภักดีต่อการปกครองของผู้นำศาสนา
- ขนาดทางภูมิศาสตร์ : เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มากเป็นอันดับที่ 17 ของโลก
- ประชากร 90 ล้านคนที่มีความซับซ้อนทางชาติพันธุ์”
ทว่าการอยู่รอดของรัฐบาลไม่ได้หมายความว่า ‘รัฐบาลจะมีความมั่นคง’...เนื่องจากอิหร่านกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 1979 อีกทั้งมาตรการคว่ำบาตรยังได้บีบคั้นเศรษฐกิจภายในประเทศชนิดที่ว่ามองไม่เห็นหนทางฟื้นตัวที่ชัดเจนกันเลยทีเดียว
แม้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และพันธมิตรจะทำให้อิหร่านอ่อนแอลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และชนชั้นนำที่เชื่อมโยงกับรัฐในการสะสมความมั่งคั่งผ่านปฏิบัติการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร ประกอบกับธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ IRGC นั้น ก็กลายเป็นกลไกหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรของอิหร่านที่ทั้งควบคุมการนำเข้า จัดการการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และผูกขาดการเข้าถึงสินค้าที่ถูกจำกัด
หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ อิหร่านอยู่ภายใต้แรงกดดันจากอิสราเอลและสหรัฐฯ แถมโครงการนิวเคลียร์ก็เสื่อมถอยลง ตลอดจนกลุ่มติดอาวุธตัวแทน ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ ในภูมิภาคก็อ่อนแอลงจากความสูญเสียครั้งใหญ่ต่อพันธมิตรในเลบานอน ซีเรีย และกาซาด้วย
“แม้จะไม่ได้คิดว่าอิหร่านได้มาถึง ‘ช่วงเวลาแห่งการล่มสลาย’ แล้ว แต่ขณะนี้ก็ถือว่ารัฐบาลอิหร่านอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างมากในการก้าวไปข้างหน้า”
— นาสร์ กล่าว
ท่ามกลางเหตุประท้วงที่ยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่ทรัมป์ยังคงยุยงให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป และกำลังพิจารณาทางเลือกที่จะเข้ามาแทรกแซงการปราบปรามการประท้วงของอิหร่าน ซึ่ง พอล ซาเลม นักวิเคราะห์จากสถาบันตะวันออกกลาง มองว่า “ความสนใจของทรัมป์ต่อการประท้วงนั้นน่าจะเป็นไปในเชิงยุทธวิธีมากกว่าเชิงอุดมการณ์ เป้าหมายอาจเป็นการทำให้รัฐบาลอ่อนข้อและอ่อนแอลง เช่น การจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน”
อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงแนวคิด ‘Venezuela model’ นั้น ทางด้านนักการทูตและนักวิเคราะห์ 3 คน ก็มองว่า “โมเดลนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในบางกลุ่มในสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การกำจัดอำนาจสูงสุดของอิหร่าน แต่ถึงกระนั้น หากนำโมเดลดังกล่าวมาใช้กับอิหร่าน ก็อาจจะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เนื่องจากความมั่นคงของรัฐที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ บวกกับความสามัคคีของสถาบันที่ลึกซึ้ง และความซับซ้อนทางชาติพันธุ์”
“หากประเทศอื่นปฏิบัติการทางทหารต่อรัฐบาลอิหร่าน ก็อาจทำให้อิหร่านแตกแยกตามสายชาติพันธุ์และนิกาย โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์เคิร์ดและบาลูช ซึ่งนับถือนิกายซุนนีที่มีประวัติการต่อต้านรัฐบาลมาอย่างยาวนาน” เจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค 2 คนบอกกับ Reuters
(Photo by : CARLOS JASSO / AFP)





