แม้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อมาเกือบ 4 เดือนแล้ว แต่ในตอนนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับตัวลดลงมาจากจุดที่แพงที่สุดแล้ว เนื่องจากความขัดแย้งเริ่มมีสัญญาณที่คลี่คลายลง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงระดับสากล ปิดตลาดที่ประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ (3 ก.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ต่างกล่าวว่า “ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ควรคาดหวังว่าจะได้จ่ายค่าน้ำมันที่หน้าปั๊มถูกลงอย่างเห็นได้ชัดในเร็วๆ นี้”
ทำไมราคาน้ำมันถึง ‘ลดลงช้า’ กว่าตอนปรับขึ้น?
เหล่านักวิเคราะห์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘จรวดกับขนนก’ ซึ่งหมายถึง ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับจรวดเมื่อราคาน้ำมันดิบโลกแพงขึ้น แต่เวลาปรับลดลงกลับค่อยๆ ร่วงลงมาอย่างช้าๆ เหมือนขนนก
เชียนา ยู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก ‘Oxford Economics’ บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ อธิบายว่า “เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ต้นทุนค้าส่งที่เพิ่มขึ้นจะถูกผลักภาระมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ค้าน้ำมันต้องซื้อน้ำมันล็อตใหม่เข้ามาเติมในคลังด้วยราคาที่แพงขึ้น”
หลังจากความขัดแย้งปะทุขึ้นได้ไม่นาน ปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักได้ดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 119.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ซึ่งราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็ปรับตัวขึ้นตามอย่างกระชั้นชิด โดยแพงขึ้นถึง 0.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อลิตรภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ และทำให้น้ำมันบางประเภทมีราคาพุ่งทะลุ 4 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อลิตรเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ในทางตรงกันข้าม ยูเผยว่า “เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลง ผู้ค้าน้ำมันมักจะขอดูสถานการณ์ให้แน่ใจก่อนว่าราคานั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่องจริงๆ หรือไม่ ก่อนที่จะยอมปรับลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มลงตาม จึงเป็นสาเหตุให้ราคาน้ำมันขาลงขยับลดลงอย่างเชื่องช้า”
ด้าน ดร.เดวิด บรอดสต็อก หุ้นส่วนจาก ‘The Lantau Group’ บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน กล่าวว่า “บรรดาผู้ค้าน้ำมันได้นำปัจจัยความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันมาคำนวณร่วมด้วยแล้ว และได้ปรับราคาขายปลีกไปอยู่ในจุดที่พวกเขามองว่าสามารถรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ได้...ผู้ค้าน้ำมันที่ทำหน้าที่ตั้งราคาน้ำมันเบนซินจะพยายามตั้งราคาให้ใกล้เคียงกับ ‘ราคาต้นทุนในระยะยาวที่คาดการณ์ไว้’ เพื่อที่จะสามารถขายน้ำมันและรักษาอัตรากำไรที่เหมาะสมเอาไว้ได้”
“แต่ความคาดหวังในระยะยาวของราคาน้ำมันเบนซินนั้น ผูกติดอยู่กับความคาดหวังในระยะยาวของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งในปัจจุบัน การที่จะคาดเดาแนวโน้มระยะยาวของราคาน้ำมันดิบเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก”
“ลูกค้าที่เติมน้ำมันเบนซินค่อนข้างมีพฤติกรรมยึดติด เนื่องจากผู้ค้าน้ำมันรู้ดีว่าคนขับรถจะไม่หยุดใช้รถไปเฉยๆ ซึ่งคนขับรถอาจจะยอมจ่ายค่าน้ำมันที่แพงขึ้น หรือเปลี่ยนไปเดินทางด้วยวิธีอื่นแทน แม้ว่าหลายคนจะยังลังเลที่จะเปลี่ยนก็ตาม”
“ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันดีเซลจะขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจมากกว่า เพราะเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจขนส่งและจัดส่งสินค้า ดังนั้น พอราคาน้ำมันดิบโลกลดลง ราคาน้ำมันดีเซลจึงปรับตัวลดลงมามากกว่าน้ำมันประเภทอื่นอย่างเห็นได้ชัด” ดร.บรอดสต็อก กล่าว
นอกจากน้ำมันดิบแล้ว ยังมีปัจจัยอะไรอีกบ้าง...ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน
ยู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก ‘Oxford Economics’ กล่าวว่า “ราคาน้ำมันหน้าปั๊มมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายส่งมากกว่าราคาน้ำมันดิบเองเสียอีก ในตอนนี้ ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันสำเร็จรูปน่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด ส่วนราคาน้ำมันดิบโลกสะท้อนภาพได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปได้แยกออกจากกันชั่วคราว”
นอกจากนี้ กลยุทธ์การตั้งราคาของผู้ค้าน้ำมันเองก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน “หากผมอยู่ในตำแหน่งคนตั้งราคาน้ำมันเบนซินในตอนนี้ ผมคงจะลังเลมากที่จะปล่อยให้ราคาลดลงเร็วเกินไป” ดร.บรอดสต็อก กล่าว โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดน้ำมัน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่ได้รับการแก้ไข
ขณะที่ ดุง ชิเวน ผู้จัดการทั่วไปของ ‘Shell Mobility and Convenience Singapore’ หน่วยธุรกิจค้าปลีกของบริษัท ‘Shell Singapore’ บอกกับ CNA ว่า “ราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่นี่ถูกกำหนดโดยปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ซึ่งรวมถึงราคาน้ำมันดิบโลก ต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปขายส่ง ภาษี ค่าขนส่ง และสภาพตลาดในท้องถิ่น...ปั๊มเชลล์ (Shell) มีการทบทวนราคาขายปลีกน้ำมันเป็นประจำเพื่อตอบสนองต่อสภาพตลาดในขณะนั้น”
ราคาน้ำมันจะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งเมื่อไหร่...
“การที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะกลับไปเท่ากับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งนั้นมีสิทธิ์เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”
— บรรดานักวิเคราะห์ กล่าว
ยู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก ‘Oxford Economics’ กล่าวว่า “ผู้บริโภคควรคาดหวังว่าราคาน้ำมันจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ มากกว่าที่จะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาน่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งไปอีกสักระยะหนึ่ง”
“หากไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของอุปทานน้ำมันโลก หรือไม่มีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดของความต้องการใช้น้ำมัน ราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงไปจนถึงช่วงที่เหลือของปีนี้”
ยู ตั้งข้อสังเกตเสริมว่า “การที่ราคาน้ำมันจะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งได้นั้น จำเป็นต้องมีเงื่อนไขคือ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ต้องสงบลง ค่าความเสี่ยงในตลาดน้ำมัน ต้องลดลงอย่างต่อเนื่อง และราคาน้ำมันดิบรวมถึงน้ำมันสำเร็จรูปที่ถูกลงต้องส่งผ่านระบบห่วงโซ่อุปทานมาจนถึงหน้าปั๊ม...เรามองว่าหากเงื่อนไขเหล่านี้เป็นไปตามเป้า ราคาน้ำมันน่าจะกลับไปจุดเดิมได้ในช่วงต้นปี 2027”
ด้าน ดร.บรอดสต็อก กล่าวว่า “สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคในตอนนี้ คือการยอมรับความจริงว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะไม่ปรับลดลงมาครั้งละมากๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งสำหรับแต่ละบุคคลแล้ว นั่นอาจหมายถึงการต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ หรือตัดสินใจเปลี่ยนครั้งใหญ่จากรถยนต์ใช้น้ำมันไปเป็นรถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์ไฟฟ้าแทน”
“ในท้ายที่สุดแล้ว ตลาดน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกจะสามารถรองรับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ มันอาจจะต้องใช้เวลาสัก 2-3 ปีเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมามั่นคงและนิ่งสนิทอย่างสมบูรณ์แบบ แต่การที่ราคาน้ำมันจะกลับไปถูกเท่ากับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน”
— ดร.บรอดสต็อก กล่าว
(Photo by NHAC NGUYEN / AFP)





