สถาบันคลังสมองแนะสำหรัฐฯ ควรเลือกข้างไทยมากกว่ากัมพูชาเพราะเป็นพันธมิตรกันมานาน

1 ก.ย. 2568 - 16:30

  • นักวิชาการชี้ ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ มายาวนาน

  • กองทัพไทยทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกคอบร้าโกลด์

สถาบันคลังสมองแนะสำหรัฐฯ ควรเลือกข้างไทยมากกว่ากัมพูชาเพราะเป็นพันธมิตรกันมานาน

สถาบันคลังสมอง The Heritage Foundation ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยบอกว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรัฐบาลกัมพูชาต้องรับผิดชอบทั้งการยุยงให้เกิดความขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้และการโจมตีพื้นที่พลเรือนของไทย

บทความระบุว่า ในด้านการทหาร กองทัพไทยเหนือกว่ากองทัพกัมพูชา ใช้ทั้งเครื่องบิน F-16 ของสหรัฐฯ ทั้งเครื่องบินรบ Jas 39 Gripen ของสวีเดน ไปจนถึงโดรนโจมตีคลังเก็บอาวุธอย่างแม่นยำ ขณะที่กัมพูชาใช้จรวด BM-21 ของรัสเซียยิงใส่พื้นที่พลเรือนของไทย

ในแง่การสูญเสีย พลเรือนไทยสูญเสียมากกว่า โดยเฉพาะเหตุการณ์หนึ่งที่ร้ายแรงเป็นพิเศษคือ จรวดของกองทัพกัมพูชายิงมาตกที่ปั๊มน้ำมันของไทย และทำให้พลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก

วิลสัน บีเวอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายงบประมาณด้านการป้องกันประเทศและนโยบายของนาโตของ The Heritage Foundation ผู้เขียนบทความระบุว่า คนอเมริกันควรเห็นอกเห็นใจคนไทยด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือ กัมพูชายังคงรักษาความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดกับประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ รวมถึงจีนและเกาหลีเหนือ ในปี 2017 กัมพูชาได้ระงับปฏิบัติการทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ แต่กลับเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับจีนแทน รวมถึงการอนุญาตให้จีนพัฒนาฐานทัพเรือในกัมพูชา

บทความระบุอีกว่า การปรากฏตัวของจีนที่ฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชานี้สร้างความกังวลเป็นพิเศษสำหรับผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ที่กำลังพิจารณาท่าทีของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ฐานทัพแห่งนี้ซึ่งเริ่มให้บริการเรือจีนเป็นประจำเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ช่วยให้ปักกิ่งสามารถเข้าถึงอ่าวไทยได้โดยตรง จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและรวบรวมข้อมูลของจีนในภูมิภาคใกล้ช่องแคบมะละกา ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชายังปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐฯ ที่จะให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนแก่ฐานทัพเรือแห่งนี้ และถึงขั้นรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่สหรัฐฯ สร้างในพื้นที่นั้นด้วย

ในทางกลับกัน ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ มายาวนานภายใต้สนธิสัญญามะนิลา 1954 เป็นพันธมิตรสำคัญในยุทธศาสตร์ความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรหลักนอกนาโตตั้งแต่ปี 2003  ประเทศไทยใช้ยุทโธปกรณ์ของอเมริกาและยุโรปเป็นหลัก ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือเครื่องบิน F-16 ของสหรัฐฯ และกริพเพนของสวีเดน ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพอากาศไทย ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศอนุรักษนิยมได้ยืนหยัดเป็นปราการต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค กองทัพไทยได้ร่วมรบเคียงข้างกองทัพอเมริกันทั้งในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม

บีเวอร์ระบุว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน ทุกปี กองทัพไทยทำงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งเป็นการฝึกร่วมทางทหารที่ใหญ่ที่สุดที่นำโดยสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ขณะที่สหรัฐฯ สู่อินโด-แปซิฟิก ชาวอเมริกันควรเตือนตัวเองว่าเรามีพันธมิตรตามสนธิสัญญาอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ทำงานอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อพิจารณาว่าจะร่วมมือกับประเทศใดในฐานะส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และสนับสนุนใครในเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ จึงควรให้ความสำคัญกับพันธมิตรอย่างเป็นทางการของเรา เช่น ไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ (และแน่นอนว่ารวมถึงมิตรและพันธมิตรที่ดีของเราอย่างไต้หวันด้วย)

บทความระบุต่อว่า ทุกคนควรโล่งใจที่ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชายุติลงอย่างรวดเร็ว และหากเป็นไปได้ สหรัฐฯ ควรแสวงหาความร่วมมือกับกัมพูชา และเสนอทางเลือกในการเป็นหุ้นส่วนแทนจีน

ชาวกัมพูชาจำนวนมากแสดงความขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่ช่วยยุติความขัดแย้ง นี่อาจเป็นโอกาสสำหรับการมีส่วนร่วมกับกัมพูชาให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด ประเทศไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ และยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษ ชาวอเมริกันควรสนับสนุนสิทธิของไทยในการปกป้องตนเอง

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์