ภูมิทัศน์ทางการเมืองของเนปาลกำลังตกอยู่ในความโกลาหล หลังการประท้วงรุนแรงลุกลามบานปลายจนทำให้นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี ต้องลาออก การเคลื่อนไหวที่เริ่มต้นจากการรวมตัวต่อต้านคำสั่งห้ามใช้โซเชียลมีเดียของรัฐบาล ได้ลุกลามกลายเป็นการประท้วงในวงกว้าง เนื่องจากไม่พอใจต่อชนชั้นนำที่ปกครองบ้านเมือง
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้มีการตั้งคำถามถึงโอกาสที่อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระจะกลับมานั่งบัลลังก์อีกครั้ง ขณะที่เสียงเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ที่ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลังๆ นี้ ถึงขั้นมีการรวมตัวเรียกร้องให้อดีตกษัตริย์กลับมาช่วยกอบกู้ประเทศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ระบอบกษัตริย์ของเนปาลถูกยกเลิกเมื่อปี 2008 หลังจากสมเด็จพระราชาธิบดีชญาเนนทระถูกบีบบังคับให้ลงจากอำนาจ ส่งผลให้การปกครองของราชวงศ์ที่ยาวนานถึง 240 ปีสิ้นสุดลง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอดีตกษัตริย์ชญาเนนทระ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านอย่างเงียบๆ สำหรับผู้ที่ผิดหวังกับระบบการเมืองปัจจุบัน แม้จะถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน แต่อดีตกษัตริย์องค์นี้ยังคงรักษาฐานเสียงผู้สนับสนุนที่ภักดี ซึ่งมองว่าพระองค์เป็นแสงแห่งความหวังท่ามกลางความไม่มั่นคงทางการเมืองของประเทศ
กลุ่มนิยมกษัตริย์เหล่านี้กล่าวว่า อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่ระบอบกษัตริย์ของเนปาลจะถูกยกเลิก อาจเป็นบุคคลเดียวที่สามารถฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยให้กับประเทศที่กำลังเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
รัชสมัยของกษัตริย์ชญาเนนทระเต็มไปด้วยการกระทำอันเป็นข้อโต้แย้ง รวมถึงการยุบสภาในปี 2005 และการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อปราบปรามกลุ่มกบฏลัทธิเกมา การกระทำของเขาก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2006 ซึ่งท้ายที่สุดบีบให้เขาต้องยอมจำนนต่อรัฐบาลผสมหลายพรรค ในปี 2008 สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกยุบอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ เนปาลกลายเป็นรัฐฆราวาส
หลังระบอบกษัริย์ถูกยกเลิก อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระก็ใช้ชีวิตแบบปุถุชนทั่วไปโดยมีที่พักอาศัยหลักในกรุงกาฐมาณฑุ และย้ายไปอยู่ที่กระท่อมล่าสัตว์นอกเมืองช่วงต้นปี 2024 ส่วนสมาชิกราชวงศ์รุ่นใหม่อาศัยอยู่ต่างประเทศ อาทิ เจ้าหญิงกฤติกา และเจ้าหญิงปูร์นิกา บุตรสาวของมกุฎราชกุมารภารัส ออกจากเนปาลเมื่อปี 2008 ไปอยู่สิงคโปร์

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอดีตกษัตริย์ชญาเนนทระเดินทางกลับจากเมืองโปขรามายังกรุงกาฐมาณฑุโดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนสถาบันกษัตริย์หลายพันคนรวมตัวต้อนรับ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การสนับสนุนการฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์มีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคมและการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม การประท้วงเรียกร้องให้กษัตริย์เสด็จกลับประเทศมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจต่อความล้มเหลวของชนชั้นนำทางการเมือง หลายคนบอกว่าการเสด็จกลับขออดีตกษัตริย์ชญาเนนทระอาจสร้างความรู้สึกเป็นเอกภาพและเสถียรภาพของชาติ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ขาดหายไปอย่างมากภายใต้ระบบปัจจุบัน
หลังจากการลาออกของนายกรัฐมนตรี ช่องว่างทางการเมืองที่เกิดจากการล่มสลายของรัฐบาลอาจเปิดโอกาสให้อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระกลับสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเขาจะฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ หรือจะมีบทบาทเชิงสัญลักษณ์ในฐานะบุคคลสำคัญที่รวมประเทศเป็นหนึ่ง
สิ่งที่ชัดเจนคือ ความไม่มั่นคงของประเทศทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายกษัตริย์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ความพยายามใดๆ ที่จะฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากผู้ที่ยังคงเชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งนำไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะที่ Crisis Group เผยว่า “การฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ในบทบาทพิธีการ ก็ยังมีความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการกลับไปสู่การปกครองแบบเผด็จการ”
Photo by Prakash MATHEMA / AFP





