ปี 2023 เป็นปีที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ของหลายประเทศคู่กรณี ที่ส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ล่าสุดสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสต็อกโฮล์ม (SIPRI) เผยแพร่รายงานเมื่อวันจันทร์ (24 เม.ย.) ว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 8 โดยทวีปยุโรปมีการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น 13% ถือว่าสูงสุดในรอบอย่างน้อย 30 ปี
รายงานของ SIPRI ระบุว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในทวีปยุโรปส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับรัสเซียและยูเครน ส่วนประเทศอื่นๆ ก็เพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากรัสเซีย
หนันเถียน นักวิจัยอาวุโสด้านการใช้จ่ายทางทหารและโครงการผลิตอาวุธของ SIPRI บอกว่า “การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่ปลอดภัย รัฐหลายแห่งพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยน้อยลง และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในอนาคต”
ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา คือประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ได้แก่ ฟินแลนด์ เพิ่มงบฯ ด้านการป้องกันประเทศ 36% ลิทัวเนีย 27% สวีเดน 12% และโปแลนด์ 11%
เมื่อเดือน เม.ย. 2022 ฟินแลนด์ ประเทศที่มีชายแดนติดกับรัสเซียเป็นระยะทางยาวถึง 1,340 กิโลเมตร กลายเป็นสมาชิกลำดับที่ 31 ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ส่วนสวีเดน ประเทศที่หลีกเลี่ยงเป็นพันธมิตรทางทหารมานานกว่า 200 ปี ก็มีความประสงค์จะเข้าร่วมกับนาโตด้วยเหมือนกัน
รายงานของ SIPRI ระบุว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในทวีปยุโรปส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับรัสเซียและยูเครน ส่วนประเทศอื่นๆ ก็เพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากรัสเซีย
หนันเถียน นักวิจัยอาวุโสด้านการใช้จ่ายทางทหารและโครงการผลิตอาวุธของ SIPRI บอกว่า “การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเราอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่ปลอดภัย รัฐหลายแห่งพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยน้อยลง และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในอนาคต”
ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา คือประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ได้แก่ ฟินแลนด์ เพิ่มงบฯ ด้านการป้องกันประเทศ 36% ลิทัวเนีย 27% สวีเดน 12% และโปแลนด์ 11%
เมื่อเดือน เม.ย. 2022 ฟินแลนด์ ประเทศที่มีชายแดนติดกับรัสเซียเป็นระยะทางยาวถึง 1,340 กิโลเมตร กลายเป็นสมาชิกลำดับที่ 31 ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ส่วนสวีเดน ประเทศที่หลีกเลี่ยงเป็นพันธมิตรทางทหารมานานกว่า 200 ปี ก็มีความประสงค์จะเข้าร่วมกับนาโตด้วยเหมือนกัน

ลอเรนโซ สการ์ซซาโต นักวิจัยด้านการใช้จ่ายทางทหารและโครงการผลิตอาวุธของ SIPRI บอกว่า “ความกังวลเกี่ยวกับการรุกรานของรัสเซียต่อประเทศใกล้เคียงเริ่มมาตั้งแต่ปี 2014 และเกิดขึ้นมายาวนาน ส่งผลให้การใช้จ่ายเพื่อการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 2 เท่า มาตั้งแต่ปีดังกล่าว”
รัสเซียรุกรานและเข้ายึดคาบสมุทรไครเมียร์ของยูเครนในปี 2014 และสนับสนุนกบฎแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของยูเครน ก่อนจะเริ่มรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือน ก.พ. 2022
รายงานจาก SIPRI ระบุว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของยูเครนก็พุ่งสูงขึ้นมากกว่าเดิมถึง 6 เท่า เป็น 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 ถือเป็นการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศภายใน 1 ปีที่สูงที่สุดของยูเครน
เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายในด้านนี้โดยเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) จะพบว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเมื่อปีที่แล้วมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับปี 2021 คิดเป็น 3.2% ของจีดีพี
ส่วนการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของรัสเซียเพิ่มมากขึ้นประมาณ 9.2% ในปี 2022 เป็น 86,4000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.1% ของจีดีพีรัสเซีย เพิ่มขึ้นจาก 3.7% ในปี 2021
เมื่อหันมามองความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย โดยโฟกัสที่จีน จะเห็นว่าจีนยังคงเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก มีการใช้จ่ายประมาณ 292,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีก่อน มากกว่าการใช้จ่ายในปี 2021 ในสัดส่วน 4.2% และการใช้จ่ายด้านนี้เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นที่ 28
ขณะที่ญี่ปุ่นใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.9% ถือเป็นการใช้จ่ายทางทหารสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1960
จีนและญี่ปุ่นถือเป็นประเทศผู้นำในการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศแห่งภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยมีมูลค่าทั้งสิ้น 575,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง SIPRI ระบุว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1989 โดยญี่ปุ่นและจีนมีปัญหาขัดแย้งจากกรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะเซ็นกากุ หรือหมู่เกาะเตี้ยวหยู ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีข้อพิพาทกับรัฐบาลมอสโกในอาณาเขตภาคเหนือมายาวนาน โดยพื้นที่ที่เป็นชนวนขัดแย้งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดฮอกไกโด ของญี่ปุ่น และเคยถูกยึดครองโดยอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยรัสเซียเรียกขานพื้นที่ขัดแย้งดังกล่าวว่าหมู่เกาะคูริล
ขณะที่ความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไต้หวันก็เพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลปักกิ่งที่อ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งตน และรัฐบาลปักกิ่งยังอ้างว่าพื้นที่ในทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมดเป็นของตน ซึ่งอาณาเขตดังกล่าว เป็นเส้นทางการค้าทางทะเล และหลายส่วนมีการอ้างสิทธิ์ครอบครองจากหลายประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนามและมาเลเซีย
ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกยังนำมาซึ่งปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของผู้คนจำนวนมาก โดยล่าสุด ธนาคารโลก ระบุผ่านรายงานการพัฒนาโลก (WDR) ว่า ปัจจุบันประชากรราว 184 ล้านคนทั่วโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่พวกเขาไม่มีสถานะพลเมือง โดยประชากรกลุ่มดังกล่าว 43% อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ขณะที่ประชากรราว 37 ล้านคนในจำนวนนั้น เป็นผู้อพยพ เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ธนาคารโลก ระบุด้วยว่า บางประเทศเจอปัญหาจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงสเปน ซึ่งคาดว่าประชากรวัยทำงานจะลดลงมากกว่า 1 ใน 3 ภายในปี 2100 ขณะที่จำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปีเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 40% ของจำนวนประชากร จาก 20% ในปัจจุบัน
รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ประเทศต่างๆ เช่น เม็กซิโก ไทย ตูนิเซีย และตุรกี อาจต้องการแรงงานจากต่างชาติมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากจำนวนประชากรไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่การอพยพย้ายถิ่นฐานข้ามชายแดนเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยประเทศปลายทางและประเทศต้นทางมีระดับรายได้ที่แตกต่างกัน
รัสเซียรุกรานและเข้ายึดคาบสมุทรไครเมียร์ของยูเครนในปี 2014 และสนับสนุนกบฎแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของยูเครน ก่อนจะเริ่มรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือน ก.พ. 2022
รายงานจาก SIPRI ระบุว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของยูเครนก็พุ่งสูงขึ้นมากกว่าเดิมถึง 6 เท่า เป็น 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 ถือเป็นการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศภายใน 1 ปีที่สูงที่สุดของยูเครน
เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายในด้านนี้โดยเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) จะพบว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเมื่อปีที่แล้วมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 34% เมื่อเทียบกับปี 2021 คิดเป็น 3.2% ของจีดีพี
ส่วนการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของรัสเซียเพิ่มมากขึ้นประมาณ 9.2% ในปี 2022 เป็น 86,4000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.1% ของจีดีพีรัสเซีย เพิ่มขึ้นจาก 3.7% ในปี 2021
เมื่อหันมามองความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย โดยโฟกัสที่จีน จะเห็นว่าจีนยังคงเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก มีการใช้จ่ายประมาณ 292,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีก่อน มากกว่าการใช้จ่ายในปี 2021 ในสัดส่วน 4.2% และการใช้จ่ายด้านนี้เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นที่ 28
ขณะที่ญี่ปุ่นใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.9% ถือเป็นการใช้จ่ายทางทหารสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1960
จีนและญี่ปุ่นถือเป็นประเทศผู้นำในการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศแห่งภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยมีมูลค่าทั้งสิ้น 575,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง SIPRI ระบุว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1989 โดยญี่ปุ่นและจีนมีปัญหาขัดแย้งจากกรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะเซ็นกากุ หรือหมู่เกาะเตี้ยวหยู ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีข้อพิพาทกับรัฐบาลมอสโกในอาณาเขตภาคเหนือมายาวนาน โดยพื้นที่ที่เป็นชนวนขัดแย้งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดฮอกไกโด ของญี่ปุ่น และเคยถูกยึดครองโดยอดีตสหภาพโซเวียตในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยรัสเซียเรียกขานพื้นที่ขัดแย้งดังกล่าวว่าหมู่เกาะคูริล
ขณะที่ความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไต้หวันก็เพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลปักกิ่งที่อ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งตน และรัฐบาลปักกิ่งยังอ้างว่าพื้นที่ในทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมดเป็นของตน ซึ่งอาณาเขตดังกล่าว เป็นเส้นทางการค้าทางทะเล และหลายส่วนมีการอ้างสิทธิ์ครอบครองจากหลายประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนามและมาเลเซีย
ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกยังนำมาซึ่งปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของผู้คนจำนวนมาก โดยล่าสุด ธนาคารโลก ระบุผ่านรายงานการพัฒนาโลก (WDR) ว่า ปัจจุบันประชากรราว 184 ล้านคนทั่วโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่พวกเขาไม่มีสถานะพลเมือง โดยประชากรกลุ่มดังกล่าว 43% อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ขณะที่ประชากรราว 37 ล้านคนในจำนวนนั้น เป็นผู้อพยพ เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ธนาคารโลก ระบุด้วยว่า บางประเทศเจอปัญหาจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงสเปน ซึ่งคาดว่าประชากรวัยทำงานจะลดลงมากกว่า 1 ใน 3 ภายในปี 2100 ขณะที่จำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 65 ปีเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 40% ของจำนวนประชากร จาก 20% ในปัจจุบัน
รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ประเทศต่างๆ เช่น เม็กซิโก ไทย ตูนิเซีย และตุรกี อาจต้องการแรงงานจากต่างชาติมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากจำนวนประชากรไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่การอพยพย้ายถิ่นฐานข้ามชายแดนเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยประเทศปลายทางและประเทศต้นทางมีระดับรายได้ที่แตกต่างกัน



