ภาพของประชาชนชาวจีนในหลายเมืองใหญ่ที่ออกมาลงถนนเดินขบวน พร้อมชูป้ายประท้วงเชิญสัญลักษณ์ต่อนโยบายซีโรโควิดที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแสนจะภูมิใจนักหนาว่าเป็นนโยบายที่พรรคคอมมิวนิสต์จำเป็นต้องทำเพื่อปกป้องชีวิตและสาธารณสุขของประชาชน ทว่ากลุ่มชาวจีนที่ลงถนนประท้วงพร้อมตะโกนขับไล่ให้ประธานาธิบสีจิ้นผิงให้ลาออก เป็นภาพที่เรียกว่าเกิดขึ้นได้ยากยิ่งในสังคมจีนที่คุมเข้มเรื่องความคิดเห็น
การประท้วงนโยบายโควิดเป็นศูนย์อันเข้มงวดของรัฐบาล กลายเป็นเรื่องท้าทายอำนาจการปกครองแบบเบ็ดเสร็จของสีจิ้นผิง หลังจากที่เพิ่งได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำจีนเป็นสมัยที่ 3 จากมติประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งนับตั้งแต่ประธานาธิดีสีขึ้นเป็นผู้นำจีน เมื่อ 10 ปีก่อนคือ ในการประท้วงนี้เป็นครั้งแรกที่ชาวจีนตะโกนขับไล่สีจิ้นผิงออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ เนื่องจากผู้ประท้วงที่ไม่พอใจวิธีการรับมือโควิดแบบเฉียบพลันเมื่อพบผู้ติดเชื้อ รวมถึงการกักตัวและค้นหาผู้ติดเชื้อ ดังนั้นการลุกฮือของชาวจีนที่เกิดขึ้นในหลายเมือง ล้วนมาจากความเหลืออดต่อนโยบายของสีจิ้นผิง
ก่อนหน้านี้ เรามักเห็นภาพของชาวจีนที่วิ่งเผ่นหนีออกจากสวนสนุก หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้าเพื่อหนีทางการจีนกักตัว หากพบเจอคนติดเชื้อโควิดแม้เพียงคนเดียว ด้วยมาตรการนี้ทำให้จีนกลายเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายของโลกที่ใช้วิธีแบบลมๆ แล้งๆ นั่นทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP จีนอาจจะไม่ถึงเป้า 5.5% ที่พรรคคอมมิวนิสต์เคยตั้งไว้ นั่นจึงกลายมาเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายอำนาจของสีจิ้นผิงพอสมควรในเวลานี้
การประท้วงนโยบายโควิดเป็นศูนย์อันเข้มงวดของรัฐบาล กลายเป็นเรื่องท้าทายอำนาจการปกครองแบบเบ็ดเสร็จของสีจิ้นผิง หลังจากที่เพิ่งได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำจีนเป็นสมัยที่ 3 จากมติประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งนับตั้งแต่ประธานาธิดีสีขึ้นเป็นผู้นำจีน เมื่อ 10 ปีก่อนคือ ในการประท้วงนี้เป็นครั้งแรกที่ชาวจีนตะโกนขับไล่สีจิ้นผิงออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ เนื่องจากผู้ประท้วงที่ไม่พอใจวิธีการรับมือโควิดแบบเฉียบพลันเมื่อพบผู้ติดเชื้อ รวมถึงการกักตัวและค้นหาผู้ติดเชื้อ ดังนั้นการลุกฮือของชาวจีนที่เกิดขึ้นในหลายเมือง ล้วนมาจากความเหลืออดต่อนโยบายของสีจิ้นผิง
ก่อนหน้านี้ เรามักเห็นภาพของชาวจีนที่วิ่งเผ่นหนีออกจากสวนสนุก หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้าเพื่อหนีทางการจีนกักตัว หากพบเจอคนติดเชื้อโควิดแม้เพียงคนเดียว ด้วยมาตรการนี้ทำให้จีนกลายเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายของโลกที่ใช้วิธีแบบลมๆ แล้งๆ นั่นทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP จีนอาจจะไม่ถึงเป้า 5.5% ที่พรรคคอมมิวนิสต์เคยตั้งไว้ นั่นจึงกลายมาเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายอำนาจของสีจิ้นผิงพอสมควรในเวลานี้

วิกฤตศรัทธาวัดใจ ‘สี’
แนวทางซีโรโควิดของจีนที่เกิดขึ้นในรอบนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากปัญหาปากท้องของชาวจีนล้วนๆ จากความที่ผู้คนประสบปัญหาการใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติ ขณะเดียวกันในช่วงนี้ซึ่งมีการแข่งขันฟุตบอลโลก กาตาร์ เวิลด์คัพ 2022 ซึ่งปรากฏภาพแฟนบอลที่เข้าชมการแข่งขันในสนามแบบไร้หน้ากากกันแล้ว ส่งผลให้ชาวเน็ตจีนตั้งคำถามผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเวยป๋อว่า นี่จีนอยู่โลกใบเดียวกับชาวโลกหรือไม่ เพราะชาวจีนยังคงอยู่ภายใต้การคุมอย่างเข้มงวด เรื่องนี้จีนระมัดระวังถึงขั้นว่า การแข่งขันที่จีนถ่ายทอดภายในประเทศ จะไม่แสดงภาพแฟนบอลในสนามที่ไร้หน้ากาก
นักวิเคราะห์ด้านการเมืองจีนมองว่า การประท้วงในหลายเมืองรอบนี้น่าสนใจกว่าเหตุการณ์ประท้วงเทียนอันเหมิน เพราะเรื่องเทียนอันเหมินเป็นการประท้วงการเมืองสิทธิเสรีภาพจากกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหลัก ขณะที่การประท้วงโควิดจริงอยู่ที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่แต่หลักๆ มากจากปัญหาปากท้องและการใช้ชีวิตของผู้คนเป็นหลัก
สอดคล้องกับมาร์ค วิลเลียมส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ Capital Economics บริษัทวิจัย กล่าวว่า “รัฐบาลจีนดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีในตอนนี้...ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรก็ตาม ยากที่จะเห็นว่าจีนจะปลดข้อจำกัดที่บังคับใช้อยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอลง”
สอดคล้องกับแอนดรูว์ เฟนเนลล์ นักวิเคราะห์สถาบันจัดอันดับฟิทซ์ ระบุว่า แนวทางที่แน่นอนของรัฐบาลปักกิ่งในการคุมระบาด จะยิ่งสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางสังคมที่สูงขึ้น เขาเชื่อว่าหลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในตัวสีจิ้นผิง ตลอดจนคณะบริหารพรรคคอมมิวนิสต์ อาจผ่อนคลายนโยบายซีโรโควิดแต่คงไม่ใช่ผ่อนคลายทั้งหมด โดยยังคงข้อจำกัดหลายประการอยู่ เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุจีนยังคงต่ำ
เฟลเนลล์ให้ความเห็นว่า เรื่องคุมระบาดสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่คุมโรค เพราะหากปล่อยโรคระบาดอาจสะเทือนถึงขั้วอำนาจทางการเมืองของกลุ่มสีจิ้นผิง ท้ายที่สุดจีนจะยังคงใช้ข้อจำกัดคุมโรคบางประการอยู่ แต่ทยอยผ่อนคลายไปพร้อมๆ กับการเพิ่มอัตราวัคซีนเข็มกระตุ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ
โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา จีนกล่าวสะท้อนถึงอัตราที่ต่ำดังกล่าวว่า จะเพิ่มความพยายามในการฉีดวัคซีนแก่พลเมืองที่มีอายุมากที่สุด ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นปูชนียบุคคลสำคัญในการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง
ขณะที่ Goldman Sachs วาณิชธนกิจระดับโลก ประเมินว่ามีโอกาสเพียง 30% ที่จีนจะละทิ้งซีโรโควิด ภายในเดือนเมษายนปีหน้า เนื่องจากรัฐบาลกลางสะดุดขาตัวเองที่เลือกล็อกดาวน์มากขึ้น หลังการระบาดช่วงปลายปีเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ช่วงบ่ายวันอังคาร (29 พ.ย.) คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนแถลงอย่างเป็นทางการครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดการประท้วง โดยระบุว่า จีนจะยังรักษายุทธศาสตร์โควิดเป็นศูนย์ แต่จะเดินหน้าปรับปรุงนโยบายบางส่วนให้เหมาะสมมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตผู้คน รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมโควิดจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์อย่างแม่นยำ และยกเลิกการบังคับใช้มาตรการจำกัดทันทีที่เข้าเกณฑ์ของข้อกำหนดการควบคุมและป้องกันโรคระบาด
สอคคล้องกับ เฉิง โหยว-ฉวน เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสาธารณสุขของจีนระบุว่า การร้องเรียนของประชาชนไม่ได้เกิดจากมาตรการควบคุมโควิด แต่เกิดจากความไม่พอใจต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไม่ยืดหยุ่น หรือดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลกลางมากจนเกินไป ซึ่งทางการจะเร่งแก้ไขความกังวลเหล่านี้ พร้อมจัดตั้งทีมพิเศษในแต่ละพื้นที่เพื่อควบคุมการดำเนินมาตรการสกัดโควิดที่มากเกินความจำเป็น
ถึงจุดนี้พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าจีนจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายซีโรโควิดลงทีละเล็กละน้อย ไปพร้อมๆ กับการเร่งฉีดวัคซีนและพัฒนายารักษา เพื่อที่รัฐบาลสีจิ้นผิงจะได้ไม่เสียหน้าหากจะละทิ้งซีโรโควิดไปเลย
แต่สิ่งที่สะท้อนในความรู้สึกของคนจีนจากการประท้วงคือ ชาวจีนรู้สึกไม่พอใจกับแนวทางการคุมโรคของสีจิ้นผิงที่ได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตศรัทธาในตัวผู้นำจีนไปแล้ว โดยสิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ สีจิ้นผิงจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจมากู้วิกฤตศรัทธาได้มากน้อยแค่ไหน

‘ไช่’ พ่ายการเมืองท้องถิ่น
พูดถึงวิกฤตศรัทธาต่อตัวผู้นำจีนแผ่นดินใหญ่ อีกฝากหนึ่งซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมามานานอย่าง "ไต้หวัน" ดูเหมือนรัฐบาลไทเปภายใต้การนำของประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ก็กำลังเผชิญความเชื่อมั่นต่อตัวผู้นำที่ลดลงเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) พรรครัฐบาล พ่ายแพ้ให้กับพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและเทศมณฑล โดยได้รับ 13 ที่นั่งจากทั้งหมด 21 ที่นั่ง เฉพาะในเขตเลือกตั้งสำคัญที่เคยเป็นฐานเสียงของ DPP ใน 3 เมืองใหญ่ทางเหนือ รวมทั้งเถาหยวนและกรุงไทเป
การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ถึงขั้นที่ไช่อิงเหวินต้องออกมาประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค DPP นั่นเป็นภาพสะท้อนได้ในระดับนึงถึงความเชื่อมั่นต่อพรรค DPP โดยเฉพาะในศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ว่าท้ายที่สุดอาจเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองของไต้หวันที่พรรคก๊กมินตั๋งกลับมาผงาดอีกครั้ง
อะไรที่ทำให้ชาวไต้หวันทิ้ง DPP
ประการแรก แม้ว่าจะได้รับยกย่องให้เป็นแบบอย่างการคุมโควิด-19 ในสังคมนานาชาติ แต่ไต้หวันก็ประสบกับกรณีและการเสียชีวิตที่รุนแรงที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น ดังนั้น เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขที่เคยได้รับเสียงชื่นชมในช่วงแรก กระโดดลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงไทเป เขาจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็วนโยบายโควิด เนื่องจากลาออกกลางคันเพื่อไปลงสมัครนายกเมืองไทเป ทั้งที่สถานการณ์โควิดในไต้หวันอยู่ในขาขึ้น นี่ยังไม่นับรวมกรณีวัคซีนเกาตวน MVC ที่เคลือบแคลงในประสิทธิภาพการป้องกันเพราะยังไม่ผ่านการทดลองระยะสาม ขณะที่รัฐบาลไช่อิงเหวิน ก็ไม่กระตือรือร้อนในการเร่งนำเข้าวัคซีนล็อตใหม่เพิ่ม
ประการที่สอง มีการใส่ร้ายโจมตีฝ่ายตรงการมากมายในช่วงการเลือกตั้ง โดยหลายเดือนก่อนการลงคะแนน สื่อจำนวนมากให้ความสนใจกับวุฒิการศึกษาของผู้สมัครหลายคน พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการลอกเลียนวิทยานิพนธ์ของพวกเขา และการใช้เงินของรัฐบาลในทางที่ผิดหรือเงินอุดหนุนผู้สมัครฝ่ายรัฐบาล
กลยุทธ์ป้ายสีแบบนี้ยิ่งกระตุ้นให้ KMT โกยคะแนนเสียงจาก DPP มากขึ้นเนื่องจากผู้คนเบื่อหน่ายกับการหาเสียงแบบโจมตีกันไปมา
ประการสุดท้ายแม้เศรษฐกิจของไต้หวันจะโตสวนกระแส แต่แค่เฉพาะกับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ เท่านั้น ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นย่ำแย่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาบ้านและที่ดินแพงขึ้น คนหนุ่มสาวไม่อาจมีกำลังซื้อบ้านของตัวเองได้ ฐานเสียงกลุ่มนี้จึงรู้สึกผิดหวังต่อแนวทางของไช่ ว่าไม่สามารถทำตามสัญญาไว้ที่ตอนหาเสียงชิงประธานาธิบดีสมัยสองได้
เหล่านี้จึงนำไปสู่ความพ่ายแพ้ที่แทบจะย่อยยับของ DPP แม้ว่าช่วงท้ายรัฐบาลพยายามใช้กลยุทธ์นโยบายแข็งกร้าวกับจีน มาปกป้องผลประโยชน์ไต้หวัน ซึ่งเคยได้ผลในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยสอง แต่พอถึงจุดที่เกินเลยถึงขั้น จีนแผ่นดินใหญ่ไม่พอใจที่ แนนซี เพโลซี เหยียบแผ่นดินไต้หวันจีนถึงขั้นยิงมิสไซล์ขู่ ประชาชนส่วนใหญ่จึงมองว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องในประเทศมากกว่า เรื่องความมั่นคงระหว่างช่องแคบ
อย่างไรก็ตาม แม้คนไต้หวันจะเฉื่อยชาต่อรัฐบาลไช่อิงเหวินจากผลการเลือกตั้งที่พ่ายแพ้ KMT ทว่าหนึ่งในแหล่งข่าวชาวไต้หวันเผยต่อผู้เขียนว่า ก็ไม่อะไรการันตีเสมอไปว่า ความพ่ายแพ้ในการเมืองท้องถิ่นของ DPP จะสะท้อนการเมืองระดับชาติอย่างเลือกตั้งประธานาธิบดี เพราะการเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องผลประโยชน์ในประเทศ แต่เรื่องเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ซึ่งคนไต้หวันชัดเจนมาโดยตลอดว่าไม่มีทางอ่อนข้อต่อรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่อย่างแน่นอน ผลความพ่ายแพ้ของ DPP ในรอบนี้ สะท้อนอีกทั้งเป็นคำเตือนอย่างชัดเจนต่อวิกฤตศรัทธาต่อพรรครัฐบาลไต้หวันตลอดจนความเชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน



